แม้หลินชิงเวยจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว ทว่าเมื่อถูกเซียวเยี่ยนตวาดใส่นางเยี่ยงนี้ นางยังคงตื่นตะลึงอยู่บ้าง เวลานี้มิใช่เวลาที่นางจะมาต่อปากต่อคำกับเซียวเยี่ยน ต่อให้ภายในใจมีโทสะ ก็ไม่อาจไม่อดทนอดกลั้นเอาไว้
ดูเถิด ไม่มาก็ไม่ได้ มาแล้วก็ไม่ได้ นางมีสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน! ท่านอ๋องร้ายกาจคนหนึ่ง มีอะไรเก่งกาจ!
เซียวจิ่นกล่าว “เสด็จอาอย่าได้กล่าวโทษนาง เป็นเจิ้นที่ยืนกรานจะมาให้ได้ และเป็นเจิ้นเองที่ยืนกรานจะพานางมาด้วย”
ต่อมาบุรุษคนนั้นจึงเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน เอ่ยขึ้นว่า “กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท ต่อให้เซ่อเจิ้งอ๋องไม่พอใจยิ่งกว่านี้ แต่กระหม่อมคิดว่าอย่างไรฝ่าบาทก็ควรเสด็จมาพ่ะยะค่ะ ฝ่าบาทเติบโตขึ้นไม่น้อย เซ่อเจิ้งอ๋องจะทำเหมือนไม่ให้ฝ่าบาทมีส่วนร่วมในทุกเรื่องเช่นนี้ไม่ได้นะพ่ะยะค่ะ”
คำพูดประโยคนี้ฟังแล้วดูเหมือนใช่และเหมือนไม่ใช่
หลินชิงเวยอดที่จะเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้ เห็นบุรุษคนนั้นแต่งกายด้วยอาภรณ์ผ้าแพรสูงศักดิ์ไปทั้งตัว บนใบหน้านั้นยังปรากฏรอยยิ้มแฝงความหมายอื่น รูปร่างหน้าตาของเขาหล่อเหลาเอาการ ทว่าคำพูดแต่ละประโยคและพฤติกรรมแต่ละอย่างของเขากลับให้ความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจชนิดหนึ่งกับผู้คน
ใจของนางวูบโหวง บุรุษคนนี้…เหมือนจะเคยพบที่ไหนมาก่อน
ยังไม่รอให้หลินชิงเวยถอนสายตากลับมา ชายหนุ่มคนนั้นก็มองข้ามมา ประจวบเหมาะจับได้ว่านางเองก็มองเขาอยู่เช่นกัน รอ