ชิงเวยกล่าวขึ้นอีกว่า “วันนี้เสด็จอาจะมาร่วมเสวยอาหารกลางวันหรือไม่เพคะ? ต้องรอให้เขามากินพร้อมกันหรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่นยิ้มบางๆ “ไม่ต้องรอแล้ว ในสองวันนี้เสด็จอาล้วนไม่มาที่นี่”
ต่อมาหลินชิงเวยไม่ได้ถามอะไรอีก เซียวจิ่นดูเหมือนได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของใครบางคนเข้า จึงเงยหน้าขึ้นมองซินหรูที่ยืนอยู่ด้านข้าง “เจ้าก็เข้ามานั่งเถิด”
คนทั้งสามกินอาหารอย่างเงียบๆ เซียวจิ่นหมุนโต๊ะตัวนั้นเป็นพักๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาต้องการกินอาหารที่อยู่ด้านนั้นจริงๆ หรือเพียงแค่รู้สึกว่าการหมุนโต๊ะตัวนี้เป็นเรื่องแปลกใหม่ ราวกับเขาต้องการหาใครสักคนมาพูดคุยด้วย จึงกล่าวขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาว่า “คดีของหลายวันก่อนได้ข้อสรุปแล้ว เสนบดีกรมกลาโหมกู้ซื่อซ่องสุมกำลังทหาร รวบรวมทหารนับหมื่นในอวิ๋นหนานและยังไม่รู้ว่าไปที่ใด”
หลินชิงเวยตื่นตะลึง “ฝ่าบาทหมายความว่า เขากำลังรวบรวมกำลังทหารแทนผู้อื่นหรือเพคะ?”
นาทีนั้นบนใบหน้าวัยเยาว์ของเซียวจิ่นพลันปรากฏความขุ่นมัวจางๆ ชนิดหนึ่งออกมา แต่สีหน้าท่าทางนั้นปรากฏบนใบหน้าของเขาเพียงชั่วครู่ก็ถูกเขาปิดบังอำพรางอย่างดี เขากล่าวว่า “น่าจะเป็นเช่นนั้นกระมัง กู้ซื่อยอมตายก็ไม่ยอมพูดชื่อคนที่อยู่เบื้องหลังออกมา บอกเพียงว่าเขาถูกปรักปรำ แต่หลักฐานมัดตัวแน่นหนาต่อให้เขาบอกว่าเขาถูกใส่ความ เสด็จอาได้ตัดสินโทษของเขาไปแล้ว”
หลินชิงเวยกล่าว “ตัดสินโทษสถานใดเพคะ?”
“กู้ซื่อคิ