นตาขึ้นมอง เห็นสีหน้าท่าทีแกล้งโง่ที่เขาเสแสร้งออกมา จึงเช็ดริมฝีปากของตน “อาศัยแค่ท่าน จะมาข่มขู่ให้พี่สาวตกใจได้? ท่านดูท่านสิ หางตาของท่านแทบจะชี้ขึ้นฟ้าอยู่แล้วในใจท่านคงยินดีแทบแย่กระมัง หา?”
เซียวเยี่ยนลูบหางตาของตนอย่างเป็นธรรมชาติ “มีหรือ? เจ้าคิดไปเองกระมัง” เขาหันกายด้านข้างให้เรือนร่างบอบบางของหลินชิงเวย ก้มหน้าลงมองนาง “อายุของเปิ่นหวางอย่างน้อยก็มากกว่าเจ้าถึงเก้าปี ถือเป็นผู้มีอาวุโสกว่าเจ้า เจ้าเรียกตัวเองว่าพี่สาวต่อหน้าเปิ่นหวาง? อายุน้อยเท่านี้ ใครสั่งสอนให้เจ้ากระทำการข้ามหน้าข้ามตา กำเริบเสิบสานเยี่ยงนี้?”
หลินชิงเวย “มารดาของท่าน”
“…” เซียวเยี่ยนคิดว่าพูดกับนางมากอีกหนึ่งประโยคล้วนเป็นเรื่องเปลืองน้ำลายโดยใช่เหตุ เขาจึงหันกายกล่าวว่า “ทางด้านฝ่าบาทต้องการให้เจ้าดูแล เปิ่นหวางยังมีเรื่องอื่นต้องทำ ขอตัวก่อน หากเจ้าดูแลไม่ละเอียดถี่ถ้วน เปิ่นหวางจะให้ห้องเครื่องตุ๋นน้ำแกงหงส์มังกรให้เจ้าดื่มทุกวัน”
หลินชิงเวย “มารดาท่านน่ะสิ”
รอกระทั่งหลินชิงเวยนั่งพักอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง คลายจากความผะอืดผะอมแล้วจึงกลับเข้าไปในห้องของเซียวจิ่น เวลานี้เขาดูเหมือนจะกินอิ่มแล้วนั่งมองนางด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างสงบ
“เสด็จอาทำให้เจ้าโมโห? เจ้าไม่กินน้ำแกงหงส์มังกร?” เซียวจิ่นกล่าว “เช่นนั้นต่อไปเจิ้นจะสั่งลงไปไม่ให้ห้องเครื่องทำอาหารจานนี้มาขึ้นโต๊ะอีก”
หลินชิงเวยคิดว่าโมโหส่วนโมโห แต่นา