งย่อมไม่พาลพาโลเช่นนี้ จึงกล่าวว่า “ฝ่าบาทเสวยเรียบร้อยหรือเพคะ?”
เซียวจิ่นกล่าว “เจิ้นกินอิ่มแล้ว เจ้ากินอิ่มแล้วหรือไม่ กับข้าวเย็นชืดหมดแล้ว เจิ้นเรียกให้พวกเขาขึ้นอาหารร้อนๆ ให้เจ้าได้”
หลินชิงเวยไหนเลยจะกินอะไรลงอีกเล่า นางเพียงแต่เข็นเก้าอี้ของเซียวจิ่นไปที่ริมหน้าต่างตามที่เขาร้องขอ
เหล่านางกำนัลเข้ามาเก็บกวาดโต๊ะเสวย ต่อมาภายในตำหนักบรรทมอันกว้างใหญ่กลับเข้าสู่ความเงียบสงบดังเดิม เซียวจิ่นนั่งอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เงาร่างนั้นดูโดดเดี่ยว อ้างว้าง ทว่าทุกครั้งที่เขาเงยหน้าขึ้นมามองหลินชิงเวยมักจะมีรอยยิ้มอันอ่อนโยนประดุจความอบอุ่นในฤดูวสันต์ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาเสมอ
หลินชิงเวยคิดว่าที่จริงเด็กน้อยคนนี้ก็มิง่ายดายเช่นกัน มีสภาพร่างกายพิการมาจนถึงบัดนี้ สภาพจิตใจยังมองโลกในแง่ดีได้ถึงเพียงนี้
เซียวจิ่นกล่าว “ชิงเวย เจ้าชอบอ่านหนังสือหรือไม่ ในตำหนักซวี่หยางมีห้องสมุดอยู่แห่งหนึ่ง เจ้าชอบหนังสือประเภทใดไปเลือกมาอ่านได้ตามใจชอบ”
หลินชิงเวยกล่าว “ข้าชอบอ่านหนังสือนิยายสีเหลือง[1] ในตำหนักฝ่าบาทที่นี่มีหรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่นมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ยังถามอีกว่า “อะไรคือ หนังสือนิยายสีเหลือง?”
หลินชิงเวยกระพริบตาปริบๆ ใส่เขา หัวเราะจนหน้าอกกระเพื่อม “ก็คือหนังสือประเภทที่ทั้งลามกทั้งทะลึ่ง”
เซียวจิ่นกระแอมกระไอในคอครั้งหนึ่ง “เจิ้นไม่รู้เหมือนกัน หนังสือที่เจิ้นอ่านล้