ิ่นหวาง”
หลินชิงเวยยืนอยู่ด้านนอกลานเรือน จึงกล่าวย้ำว่า “สองคนที่ยืนอยู่ข้างประตูนั่น ท่านอ๋องกำลังเรียกพวกเจ้าเข้าไป”
ขันทีทั้งสองไม่ขยับแม้แต่น้อย
เซียวเยี่ยนหันกลับมาอย่างเย็นชา ร่างกายสูงใหญ่ของเขายืนอยู่กึ่งกลางประตูห้องทรงพระอักษร ดูมีบารมีน่าเกรงขามกว่าเทพเจ้าที่ประจำอยู่ที่บานประตูเสียอีก กระทั่งสายตาที่จ้องมองหลินชิงเวยตรงๆ “เปิ่นหวางเรียกเจ้า”
หลินชิงเวยลูบจมูกของตน ดูเหมือนนางยังไม่ถึงขั้นต้องทำตามทุกอย่างที่ชายคนนี้สั่งกระมัง แต่ในเมื่อมาก็มาแล้วเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน
ห้องทรงพระอักษรนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปก็ได้
ดังนั้นหลินชิงเวยจึงเดินลากขาเข้าไปอย่างเชื่องช้า นางเดินขึ้นบันไดจากนั้นเซียวเยี่ยนจึงผินกายให้นางเดินผ่านเข้าไปในห้องทรงพระอักษร
เมื่อเข้าไปแล้วทันทีทีนางหันมอง สิ่งของในห้องแทบจะทำให้นางตาพร่าไปเลยทีเดียว
ภายในห้องทรงพระอักษรกว้างขวางยิ่งยวด สีสันที่ตกแต่งภายในห้องนั้นให้ความรู้สึกหนักแน่น สง่างามด้วยโทนสีทองเป็นหลัก ดูไปแล้วช่างหรูหราเสียจนบีบให้คนรู้สึกต่ำต้อยยิ่งนัก กลางห้องทรงพระอักษรมีโต๊ะหนังสือและตู้หนังสืออันทรงพลังอำนาจและเปี่ยมบารมีอยู่ชุดหนึ่ง บนชั้นหนังสือมีหนังสือเล็กน้อยวางอยู่กระจัดกระจายไม่เต็มชั้น บนโต๊ะมีกองฎีกาที่ทำด้วยผ้าไหมสีเหลืองทองกองอยู่ มุมหนึ่งของโต๊ะหนังสือมีเครื่องเขียนทั้งชุดคือ พู่กัน หมึก ถาดหมึกที่ทำมาจากเนื้อหยก รวมไปถ