ล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้น ลวี่เฉี่ยวพลิกตัวกลับมาจับเท้าของปี้หลิงเอาไว้ ถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้…เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้ ในวังหลวงแห่งนี้พวกเราต่างเป็นสหายที่ดีที่สุด…”
“สหายที่ดีที่สุดเช่นนั้นหรือ?” ปี้หลิงแค่นหัวเราะเสียงเย็น “สหายที่ดีที่สุด เจ้ากลับให้ข้าไปทำเรื่องอันตรายแทนเจ้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเกือบจะต้องรับโทษทัณฑ์เช่นเดียวกับเจ้าแล้ว! พวกเราล้วนเป็นนางกำนัลขั้นเดียวกัน พวกเราล้วนต้องฟังคำสั่งของเจ้านาย ดังนั้นเจ้าโทษข้าไม่ได้”
พูดแล้วปี้หลิงก็ยกเท้าขึ้นถีบลวี่เฉี่ยวออกไปด้วยความหวาดกลัว หันกายแล้ววิ่งออกประตูไป
สายลมที่พัดเข้ามาจากด้านนอกทำให้ลวี่เฉี่ยวรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย นางร้อนเหลือเกิน ร้อนไปทั้งร่างกายเกินที่นางจะทานทนไหวกระทั่งต้องปลดเสื้อผ้าของตน
หลินชิงเวยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ มองปี้หลิงที่วิ่งหกล้มหกลุกออกมาจากเรือนหลังนั้น ภายในเรือนสว่างไสวด้วยแสงเทียนสีเหลืองมลังมเลืองดูอบอุ่นยิ่ง ปี้หลิงตื่นตระหนกตกใจอย่างหนัก นางลนลานไม่ได้สติ หรืออาจเป็นเพราะหลินชิงเวยที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดของรัตติกาลทำให้นางไม่สังเกตเห็น ปี้หลิงมองไม่เห็นนางและวิ่งห่างออกไปไกล
หลินชิงเวยยืนอยู่ข้างนอกอีกครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้นจากภายในเรือน จึงยกเท้าเดินค่อยๆ เดินไปทางนั้น
ย่างก้าวแต่ละก้าวของนางเป็นธรรมชาติและอิสระเสรี ราวกับเกรงว่าจะทำให้ห้วงเวลาของรัตติกาลถูกทำลายหายไป นา