ามมืดเช่นนี้ตนเองจะทำให้ตนเองตกใจได้โดยง่าย”
“เหนียงเหนียง…” นางกำนัลจดจำได้ว่าเป็นหลินชิงเวย จึงคุกเข่าอยู่บนพื้นนั่นเอง
“เจ้าชื่ออะไร?”
“บ่าว บ่าวชื่อปี้หลิง เพคะ”
“เจ้ารีบร้อนเช่นนี้จะไปที่ใดกัน? ข้าจำได้ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าสมควรจะกลับห้องเพื่อพักผ่อน”
“บ่าว…บ่าวเพียงแต่…”
“เพียงแต่จะไปส่งข่าวให้ลวี่เฉี่ยว?” หลินชิงเวยเลิกคิ้วหางเสียงสูงขึ้นสามส่วน “พวกเจ้าคงคิดว่าทันทีที่ข้าถูกส่งตัวเข้าไปในตำหนักเย็นก็จะไม่มีทางออกมาได้อีก หรืออาจจะถูกไทเฮาจับกุมตัวไปก็ไม่มีโอกาสมีชีวิตรอดกลับมา ดังนั้นจึงกล้าหาญเทียมฟ้าเช่นนี้”
นางกำนัลที่ชื่อปี้หลิงนางนั้นพูดงึมงำเบาๆ หลินชิงเวยจึงเอ่ยขึ้นอีกว่า “ดูแล้วเจ้าและลวี่เฉี่ยวผู้นั้นคงเป็นพวกเดียวกัน เช่นนี้ก็อย่าได้กล่าวโทษว่าข้าแล้งน้ำใจ” พูดแล้วหลินชิงเวยค่อยๆ ก้าวเข้าไปหานาง “วันรุ่งขึ้นตำหนักฉางเหยี่ยนแห่งนี้ก็จะมีศพเพิ่มขึ้นอีกสองศพ ไม่มีใครใส่ใจหรอกว่าพวกเจ้าตายได้อย่างไร เมื่อข้าอยู่ในตำหนักเย็นต้องเผชิญหน้ากับหญิงสติฟั่นเฟือนมากมายเช่นนั้นยังมีชีวิตรอดปลอดภัยได้ ซ้ำยังหาวิธีออกมาจากตำหนักเย็นด้วยตนเองจนได้ เจ้าคิดว่าข้ากินเจหรือไร? หืม?”
กลิ่นอายอันเยียบเย็นและลึกลับที่กำจายออกจากร่างของหลินชิงเวยทำให้ปี้หลิงรู้สึกหวาดกลัว นางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เมื่อเห็นหลินชิงเวยยืนอยู่เบื้องหน้านาง นางได้แต่โขกศีรษะขอละเว้นชีวิตอย่างเอาเป็นเอาต