ือว่าเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่
หลินชิงเวยสงบสติอารมณ์ลงได้ในที่สุด
ซินหรูทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดผวา สีหน้าท่าทางที่ปรากฏบนใบหน้าราวกับนางได้ย้อนกลับไปอยู่ในความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัว พูดเสียงสะท้านว่า “มีเพคะ…มี…ยามนั้นนางถือแส้เฆี่ยนตีพวกเราอย่างโหดร้าย แต่นางเฆี่ยนตีพวกเราไปได้ครู่หนึ่งนางกลับพบว่านางเฆี่ยนตีพวกเราต่อไปไม่ไหว นางกดหน้าอกของตนเองแล้วย่อกายลงไป ท่าทางดูเหมือนหายใจไม่ออก…”
“เหตุใดไม่เรียกคนมาช่วยเล่า?” เซียวจิ่นถาม
ซินหรูกล่าว “เรียกแล้ว…พวกเราเรียกแล้วเพคะ…แต่ แต่พวกเราถูกขังไว้ในห้องหับมิดชิดแม้แต่สายลมก็พัดเข้ามาไม่ได้ ไม่มีใครได้ยินเสียงของพวกเราเพคะ…”
ต่อมาร่างของหรงหมัวมัวถูกหามออกไป ไทเฮาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางใช้มือประคองหน้าผากของตน ท่าทางดูไปแล้วได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างรุนแรง
เซียวจิ่นกล่าว “เสด็จแม่ สุขภาพของท่านต้องตรวจดูสักหน่อยหรือไม่?”
ไทเฮาโบกไม้โบกมือ ไม่ได้เอ่ยอะไร
เซียวจิ่นตรัสอีก “ผู้ตายจากไปอย่างสงบ เสด็จแม่ควรระงับอกระงับใจเสียบ้าง อย่าได้เสียใจจนเกินไป”
ไทเฮาตรัสด้วยท่าทางอิดโรยว่า “ฮ่องเต้ไม่ต้องเป็นห่วงเปิ่นกง ตัวฮ่องเต้เองก็ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น” นางช้อนตาขึ้นมองหลินชิงเวยที่อยู่บนพื้น “ในเมื่อการตายของหรงหมัวมัวไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเจ้า เช่นนั้นเปิ่นกงจะไม่บีบให้พวกเจ้าต้องรับผิดชอบอีก เจ้าต้องทุ่มเทจิตใจรักษาพระอาการประชวรของฮ่องเต