ความโกรธเกรี้ยวของไทเฮานั้นสูงเทียมฟ้า สายตาที่นางมองหลินชิงเวยนั้นเคียดแค้นชิงชังเสียจนอยากจะใช้คมดาบฟาดฟันลงบนร่างของนาง “เจ้าว่าอะไรนะ? เจ้ากล้าพูดอีกครั้งหรือไม่?”
หลินชิงเวยคลี่ริมฝีปาก รอยยิ้มนั้นมีนัยลึกลับซับซ้อน นางยังกล่าวอีกว่า “เมื่อคืนนี้ฝ่าบาทเพิ่งจะฟื้นคืนสติไทเฮาในฐานะของมารดาของฝ่าบาท เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้คนไปสอบถามให้ชัดเจน ทว่าเมื่อคืนหลังจากไทเฮาทรงทราบข่าวที่ฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว พระองค์ไม่มีความยินดีและไม่มีความประหลาดใจ ไม่ได้รีบรุดเสด็จไปดูฝ่าบาททันทีที่ทราบข่าวแต่กลับต้องการจัดการกับพวกหม่อมฉันก่อน ไทเฮาเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดฝ่าบาทหรือไม่เพคะ?”
ดวงตางดงามทั้งคู่ของไทเฮาเบิกกว้าง
หลินชิงเวยยกยิ้มมุมปาก “ไม่ใช่จริงๆ ด้วยเพคะ ทั้งๆ ที่ไทเฮาทรงทราบว่าพระอาการประชวรของฝ่าบาทยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากหม่อมฉัน ยามนี้กลับต้องการประหารข้าอย่างเร่งรีบ ด้วยเหตุอันใดเล่า?”
“เจ้า…” ไทเฮาได้สติกลับมา จึงชี้นิ้วที่สั่นระริกนั้นมาทางนาง “เจ้า…เจ้ากล้าหมิ่นเบื้องสูง ไม่อาจละเว้นได้!”
หลินชิงเวยกล่าวเสริมอีกว่า “หรือไทเฮาปรารถนาให้พระอาการประชวรของฝ่าบาทไม่มีทางรักษาให้หายได้ หรือให้ทรงสวรรคตเร็วขึ้น ตนเองจะได้กุมอำนาจหรือ? ! วันนี้ต่อให้ไทเฮาประหารหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะพูด หากท่านไม่เกรงกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับฝ่าบาทก็ประหารหม่อมฉันได้เลย แต่ขอเพียงไทเฮาสังหารหม่อมฉัน นั่