นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานในจิตใจของท่าน!”
สีหน้าของไทเฮาประเดี๋ยวขาวซีดประเดี๋ยวเขียวคล้ำ หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงด้วยโทสะไม่อาจกล่าววาจาอันใดออกมาได้เนิ่นนาน นางเคียดแค้นยิ่งยวดที่มิอาจประหารหลินชิงเวยในเวลานี้ได้ นางไม่อาจทำเช่นนั้นในเวลานี้จริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นตำหนักในหรือราชสำนักฝ่ายหน้า ล้วนเป็นสถานที่ที่เกรงกลัวต่อคำพูดของผู้คนทั้งสิ้น
หากวันนี้นางโบยหลินชิงเวยจนตายจริงๆ วันถัดไปเกรงว่าจะต้องได้ผลกระทบจากบรรดาขุนนางในราชสำนักเป็นแน่
ดังนั้นเนิ่นนานไทเฮาจึงไม่ได้เอ่ยวาจา และไม่ได้สั่งการให้ลงทัณฑ์หลินชิงเวยต่อไป
หลินชิงเวยกล่าว “หากไทเฮาสงสัยว่าหม่อมฉันเป็นคนสังหารหรงหมัวมัว สามารถให้คนมาตรวจสอบว่าใช่หรือไม่ เมื่อคืนนี้ผู้ที่ตวัดแส้เฆี่ยนตีพวกหม่อมฉันคือหรงหมัวมัว มิใช่พวกหม่อมฉันที่ใช้แส้เฆี่ยนตีลงบนร่างของนาง”
ยังไม่รอให้ไทเฮาทรงมีพระบัญชาก็มีขันทีเข้ามารายงานอย่างรีบเร่ง “ทูลไทเฮา ฝ่าบาท…ฝ่าบาทเรียกตัวหลินซื่อไปดูพระอาการ…”
ไม่รอให้ไทเฮาเอ่ยวาจา หลินชิงเวยกล่าวว่า “รบกวนเจ้าไปกราบทูลฝ่าบาท เวลานี้ชีวิตของข้าเองก็ยังยากจะรักษาเอาไว้ได้ ไม่อาจไปถวายการรักษาฝ่าบาท”
“นี่…” ขันทีคนนั้นหันไปมองหลินชิงเวยอย่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ไทเฮาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยโทสะอันเดือดดาล “เจ้าถอยออกไปก่อน อีกประเดี๋ยวเปิ่นกงจะส่งตัวหลินซื่อไปด้วยตัวเอง ไปเรียกตัวหมอหลวงมา