ามโกรธของเจ้าของแม้กระทั่งเสียงที่ส่งออกมาก็กลายเป็นเสียงของการเตรียมจู่โจม
ชิงหลันกำลังรอจังหวะจู่โจมอยู่ในแขนเสื้อของหลินชิงเวย
ไทเฮาอยู่ใกล้หลินชิงเวยเกินไป ชิงหลันคิดจะโจมตีนางถือเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน
รอเพียงไม้กระบองนั่นแตะลงไปบนร่างของซินหรู รอเพียงคำสั่งจู่โจมจากหลินชิงเวย
ต้องการใช้ไม้แข็งใช่หรือไม่ เช่นนั้นค่ำคืนนี้ใครก็อย่าหมายจะเอาตัวรอดไปได้!
ขณะที่ไม้กระบองนั้นกำลังจะตีลงมาบนร่างของซินหรู พลันมีเสียงร้องเรียกจากข้างนอก “ไทเฮา..ไทเฮา…”
สติสัมปชัญญะของหลินชิงเวยพลันผ่อนคลายลง ชิงหลันจึงถอยกลับไปอย่างไร้ซุ่มเสียง
คิ้วของไทเฮากระตุกเล็กน้อยนางหันกายกลับไปมอง เห็นขันทีผู้หนึ่งวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาก็ว่าได้เหงื่อโทรมท่วมตัว เขาวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า ทางหนึ่งปาดเหงื่อ อีกทางหนึ่งพูดขึ้นว่า “ไทเฮาเหนียงเหนียง ฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว ฝ่าบาททรงฟื้นแล้วพะยะค่ะ…”
ไทเฮาตรัสเสียงเย็น “ฮ่องเต้ทรงฟื้นแล้วเจ้าก็กำเริบเสิบสานส่งเสียงดังโวยวายได้ใช่หรือไม่?” นางถอนสายตากลับมา “รอให้เปิ่นกงจัดการกับเรื่องที่นี่ให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยไปเยี่ยมฮ่องเต้ เจ้าถอยออกไปก่อน”
“นี่…” ท่าทีของขันทีลำบากใจอย่างมาก “แต่เวลานี้เซ่อเจิ้งอ๋องรออยู่ที่ตำหนักของฝ่าบาท เชิญไทเฮาเสด็จไปที่นั่นพะยะค่ะ…”
สีหน้าของไทเฮาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ความเย็นชาค่อยๆ เลือนหายไปสุดท้ายจึงสงบนิ่งดังเดิม “ช่างเถิด