างมีท่าทางราวกับเป็นลูกสุนัขตัวเล็กๆ “เจ้าเห็นอะไรบ้าง?”
ซินหรูเอ่ยขึ้นเบาๆ “เห็นเซ่อเจิ้งอ๋องท่านนั้นกลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ยังมีอีกเล่า?”
“งูกินนกพิราบที่เหลือ” ฟังจากน้ำเสียงของนางก็รู้ว่านางรู้สึกปวดใจ ราวกับนางไม่เคยประสบพบเจอกับภาพเหตุการณ์สัตว์ที่แข็งแกร่งกว่ากลืนกินสัตว์ที่อ่อนแอกว่าเป็นอาหาร
“เจ้ารู้สึกไม่สบายใจ?” หลินชิงเวยถามอย่างเป็นธรรมชาติ
ซินหรูเงียบขรึมลงอีก จากนั้นกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันเบาว่า “พี่สาวไม่มีความจำเป็นต้องให้งูพวกนั้นกินพวกมันนี่เจ้าคะ”
“ไม่กินแล้ว พวกเราก็ต้องชดใช้นกพิราบที่เหลืออีกสามสิบตัว” หลินชิงเวยหยิบถ้วยน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมารินน้ำชาหนึ่งถ้วยแล้วดื่มเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ลำคอ “ไม่สู้ ทำแล้วก็ทำให้ถึงที่สุดให้สิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้องครักษ์ผู้ติดตามคนนั้นปากยืดปากยาว”
ซินหรูกล่าวอีกว่า “พี่สาวมิใช่ต้องการออกไปจากตำหนักเย็นหรือเจ้าคะ ที่มานั่นเป็นถึงเซ่อเจิ้งอ๋อง ข้าได้ยินสตรีเหล่านั้นในตำหนักเย็นพูดว่ายามนี้ข้างนอกนั้นเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นใหญ่ที่สุด หากเขาเป็นผู้ตัดสินใจพี่สาวจะต้องออกไปได้แน่นอนเจ้าค่ะ เวลานี้ทำให้เซ่อเจิ้งอ๋องโกรธขึ้งต่อไปคิดจะออกไปย่อมเป็นเรื่องยาก”
หลินชิงเวยหัวเราะเบาๆ “หากจะมาวิตกกังวลเรื่องเหล่านี้ ไม่สู้เจ้าฉวยโอกาสในขณะที่ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง เรียนรู้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไว้ก่อน หาไม่แล้วรอกระทั่งออกไปข้างนอกจะถูกผู้อื่นข่มเหงรังแกเอา