ินหรูร้องด้วยความตื่นตระหนักพร้อมกับลุกขึ้นมา นางหันกลับไปดู จึงเห็นว่ามีงูเขียวตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งกำลังส่งภาษาฟ่อๆ ให้กับนาง นางถอยหลังอีกสองก้าว ได้แต่เชื่อฟังคำของหลินชิงเวย เดินอ้อมงูตัวนั้นเข้าไปในเรือน
เซียวเยี่ยนมองทุกอย่างด้วยสายตาสุขุมนิ่งลึก เขาเห็นงูที่เลื้อยอยู่บนพื้นยืดลำตัวขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ลิ้นของมันแดงราวกับโลหิต รอบๆ ลำตัวของมันมีลายสีเขียว สีเขียวนั้นราวกับไม้ไผ่สีหยก แววตาของเขานิ่งเฉยแทบจะดูไม่ออกว่าเขาพรูลมหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นคลายลงเป็นสีหน้าครุ่นคิดสองส่วน
องครักษ์เห็นเช่นนั้นจึงดึงกระบี่ออกจากมาจากเอวของตน คุ้มกันให้เซียวเยี่ยนอยู่ข้างหลังตน “ท่านอ๋องระวังพ่ะย่ะค่ะ” ต่อมาเขาตั้งท่าจะฟันงูตัวนั้นให้ขาดเป็นสองท่อน
ในขณะที่เขากำลังจะทำเช่นนั้น หลินชิงเวยกล่าวขึ้นเนิบๆ ว่า “ข้าเตือนเจ้าว่าอย่าทำเช่นนั้นจะดีกว่า ต่อให้เจ้าฆ่ามันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย”
องครักษ์ไม่กระจ่างแจ้งถึงความหมายในคำพูดของหลินชิงเวย ทว่าในนาทีถัดมา รอบๆ เรือนหลังนี้พลันเกิดเสียงฟ่อๆ ที่งูสื่อสารกัน เขาไม่อาจไม่ยอมรับว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูกลุ่มใหญ่ แม้จะยังมองไม่เห็นชัดเจนนัก ทว่าพื้นหญ้ารอบด้านล้วนกลายเป็นสีดำมันวาววับ!
ที่นี่คือรังงูชัดๆ ชั่วขณะหนึ่งองครักษ์พลันรู้สึกได้ถึงพลังชนิดหนึ่งประดุจแม่มดปีศาจที่แผ่กระจายออกจากร่างของหลินชิงเวย สตรีนางนี้เห