องครักษ์รีบกล่าวเสริมอีกว่า “ข้าน้อยไปตรวจสอบมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ มีคนเจตนายิงพิราบสื่อสารพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นใครกัน?”
องครักษ์มีท่าทีอ้ำอึ้ง “หลินเฟยที่ถูกส่งเข้าไปอยู่ในตำหนักเย็นพ่ะย่ะค่ะ พิราบสื่อสารจะบินผ่านเส้นทางนั้นทุกวันพ่ะย่ะค่ะ”
ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาพลบค่ำ เมื่อเซียวเยี่ยนได้รู้เรื่องนี้ ใบหน้านั้นเย็นชาอย่างกับอะไรดี เขาเดินผ่านอุทยานหลวง ใต้ฝีเท้านั้นราวกับมีลมหมุน เขากำลังมุ่งหน้าไปสู่ตำหนักเย็น ทุกที่ที่เขาเดินผ่านไม่มีใครกล้าขัดขวาง
ขณะที่เขากำลังเดินผ่านเข้าไปในตำหนักในเพื่อไปยังเรือนที่แยกออกมาลำพังนั้น หลินชิงเวยได้ฉวยโอกาสยิงนกพิราบสื่อสารที่เหลือเพียงไม่กี่ตัวนั้นลงมาอีกตัวหนึ่ง เวลานี้กำลังใช้ไม้ง่ามแทงนกพิราบและนำไปย่างบนกองไฟ ส่วนซินหรูนั้นนั่งน้ำลายสออยู่ด้านข้างเนิ่นนานแล้ว “ใส่เกลืออีกนิด แล้วใส่น้ำองุ่นอีกเล็กน้อย”
“ไปหยิบไม้ฟืนมาอีกหน่อย”
ซินหรูลุกขึ้นไปหอบไม้ฟืนแห้งใต้ต้นไม้ตามความต้องการของหลินชิงเวย นางไหนเลยจะคิดว่าเมื่อนางก้มตัวลงไปจะพบว่าไม้ฟืนแห้งที่นางกำลังจะหยิบมีสิ่งของพันรอบอยู่ เมื่อนางหยิบไม้ฟืนออกแล้วเห็นกระจะตา ทำให้นางตกใจจนแทบสิ้นสติ
“งู! มีงู!”
เห็นเพียงงูตัวหนึ่งที่ถูกรบกวนจากความสงบค่อยๆ เลื้อยบนพื้น ซินหรูตกใจเสียจนทางหนึ่งร้องลั่นและอีกทางหนึ่งยกเท้าหนี
หลินชิงเวยพูดทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา “ต่อไปเมื่อเจ้าได้พบเห็นบ่อยๆ ก็จะเคยชินไปเอง”