ิงเวยแตะลงบนหน้าอกของเขาอย่างท้าทาย นางพูดด้วยน้ำเสียงเปื้อนยิ้มว่า “แต่คงโทษท่านไม่ได้ที่โมโหโทโสเช่นนี้ หากท่านโกรธขึ้งที่ข้าพรากความเป็นชายพรหมจรรย์ของท่านขณะที่ข้าไม่ได้สติ ข้าก็ต้องขออภัยต่อท่านด้วย”
เขาผลักร่างของนางออก นางจึงหยิกเข้าไปที่เอวของเขาครั้งหนึ่ง พร้อมส่งเสียงหัวเราะอย่างได้ใจ
ต่อมาความเจ็บปวดที่ประเดประดังเข้ามานั้นทำให้เขาเจ็บปวดเสียจนต้องโน้มกายลงมา
หลินชิงเวยจึงหันกายเดินไปยังตู้ใบหนึ่ง นางเปิดลิ้นชักของตู้ใบนั้นแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้านว่า “ข้ายังคิดว่าผู้ที่มาคือสตรีเสียสติเหล่านั้นเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะเป็นท่าน งูที่อยู่ด้านนอกนั้นยิ่งดึกยิ่งมีมาก หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นมารนหาที่ตายเช่นนี้ ข้าไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเหลือแน่นอน เห็นแก่ที่ท่านกับข้าเคยมีวาสนาต่อกัน ข้าจะละเว้นท่านเป็นกรณีพิเศษ”
สตรีนางนี้ช่าง…
เหตุใดจึงนำเรื่องนี้มาพูดถึงอยู่เรื่อย ทำราวกับเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวันอย่างไรอย่างนั้น จากคำพูดและสีหน้าท่าทางของนาง เขามองไม่เห็นความรู้สึกอับอายแม้สักกระผีก ในทางกลับกันนางกลับเปิดเผยเสียจนเขารู้สึกอึดอัดคับข้องใจนัก
ดูเหมือนเป็นเขามากกว่าที่ถูกนางพรากความบริสุทธิ์ไป
ที่สำคัญก็คือลมหายใจและกลิ่นกายของนางที่กำจายออกมาปนเปในลมหายใจของเขา กลับทำให้เขาจินตนาการถึงภาพที่ไม่ควรคิดถึงเหล่านั้นขึ้นมา
หลินชิงเวยหยิบยาลูกกลอนออกมาเม็ดหนึ่งแล้วเดินกลับมา