ั้งสองที่ห่างออกไปไกล
อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ตีให้ตายก็สมควรแล้ว เดิมทีก็เป็นสายเลือดต่ำช้าอยู่แล้ว กินอยู่บนเรือนกลับมาถ่ายรดบนหลังคาได้”
หลินชิงเวยโยนต้นหญ้าที่อยู่ในมือทิ้งไป ลุกขึ้นแล้วเดินตามไปทันที ขณะที่กำลังเดินผ่านระเบียงทางเดินแห่งหนึ่ง ข้างหน้าเห็นกลุ่มคนกำลังมุงดูกันอยู่ นางได้ยินคำพูดด่าทอจากปากของพวกนาง ตรงกลางที่พวกนางกำลังล้อมเอาไว้ มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังตีเด็กน้อยคนนั้นที่แม้แต่จะยืนก็ยังยืนไม่อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
บริเวณหน้าอกของหญิงสาวคนนั้นคล้องแขนข้างหนึ่งเอาไว้ เป็นแขนข้างที่ถูกหลินชิงเวยบิดเมื่อตอนสายนี้เอง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งถือไม้หวายหวดตีอย่างโหดเหี้ยม
ไม่มีคนแม้สักคนเดียวที่จะออกมาพูดจาเกลี้ยกล่อม สายตาที่พวกนางมองเด็กน้อยคนนั้น นอกจากเย็นชาและรังเกียจแล้ว ไม่มีแม้แต่ความสงสารและเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย
หลินชิงเวยพลันรู้สึกว่าคนบางคน เจ้าแสดงความอ่อนแอให้นางเห็นนั้นไม่เพียงพอ ครั้งนี้แสดงความอ่อนแอแล้วเอาตัวรอดได้ ครั้งหน้าเมื่อต้องเผชิญหน้ากันอีก พวกนางจะยิ่งรังแกเจ้าอย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น
ดังนั้นเมื่อได้พบคนประเภทรังแกผู้อ่อนแอกว่า เกรงกลัวผู้เข้มแข็ง มีเพียงต้องลงมือให้โหดเหี้ยมกว่าพวกนางเท่านั้น
หลินชิงเวยเดินข้ามระเบียงทางเดินไป พร้อมกับหยิบไม้กระบองที่พาดอยู่บนกำแพงติดมือมาด้วยท่อนหนึ่ง นางกุมไว้ในมือของตน เดินเข้าไปทีละก้าว ร่างของนางแผ่กระจายรัศม