ยู่กลางทิวป่าไผ่
จูหยุนหันหลังให้นาง ในมือถือแก้วสีเขียวหยก ท่าทางราวกับกำลังชื่นชมทิวทัศน์อันงดงาม
หลินเมิ้งหยามองเขาอย่างระแวดระวัง ทว่าสีหน้ายังคงสงบนิ่ง
นั่งลงบนเก้าอี้หินฝั่งตรงกันข้ามกับจูหยุน ก่อนจะหยิบชาหอมกรุ่นขึ้นจิบ
กลีบปากบางแตะชาสีเหลืองอ่อนเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมกรุ่นทำให้นางรู้สึกราวกับกำลังดื่มด่ำชาเลิศรสในไร่ชา
ความสงบ กลิ่นหอมหวาน เสียงเรไรไพเราะยากจะลืมเลือน
แม้ชาจะเป็นชาดี แต่น่าเสียดายที่รสชาติไม่ถูกต้องนัก
“เป็นอย่างไร ?”
จูหยุนบีบถ้วยชาในมือ ก่อนจะหันกลับไปส่งยิ้มให้หลินเมิ้งหยา
“แม้ข้าจะไม่รู้เรื่องนัก แต่ก็ไม่เลว”
หลินเมิ้งหยาวางถ้วยชาในมือลง ไม่มีใครเริ่มเปิดบทสนทนาก่อน
“ชานี้ชื่อว่าหยวนเนี่ยหยิ่น จำต้องใช้เนื้อมนุษย์ทำเป็นปุ๋ย ใช้โลหิตราดรดแทนน้ำ แม้กิ่งก้านจะเป็นสีขาวดั่งกระดูก แต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือดชวนคลื่นเหียน ซ้ำยังหอมสดชื่นกว่า ชาทั่วไป ชาชนิดนี้มีไว้สำหรับรับแขกใหญ่ หนึ่งกรัมมีค่าเท่าทองร้อยชั่ง”
จูหยุนกล่าวอธิบายอย่างใจเย็น น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนผสมผสานเข้ากับกลิ่นชาหอมกรุ่นอย่างน่าประหลาด
ทว่าสีหน้าของหลินเมิ้งหยายังคงสงบนิ่งดังเดิม กลีบปากบางเผยอออกจิบชาอีก