านผู้ลึกลับก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“เสียมารยาทแล้ว คนรับใช้ไม่รู้ความจริงๆ เข้ามา ยกน้ำชา”
เขายังคงแสดงท่าทางอบอุ่นและสง่างามแต่เจือไว้ซึ่งความน่าพิศวงเช่นเคย
หลินเมิ้งหยามองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง
“ข้าน้อยไร้มารยาทยิ่งนัก ข้าน้อยนามว่าจูหยุน เชิญชายาอวี้นั่งเถิด”
จูหยุนมิได้มีท่าทางร้อนใจเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เขานั่งลงด้วยท่วงท่าสง่างาม
เมื่อหลินเมิ้งหยาเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา นางทำได้เพียงยับยั้งเสียงร้องเตือนในใจ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับจูหยุน
สีหน้าของหลินเมิ้งหยายังคงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ ดังนั้นอีกฝ่ายย่อมไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด
“ชายาอวี้ ไม่สิ บางทีข้าน้อยควรเรียกท่านว่าอันเล่อจวิ้นจู่ ข้าน้อยมิรู้สึกประหลาดใจเลยที่ท่านมายังที่นี่”
จูหยุนหัวเราะ น้ำเสียงไม่เหมือนคนที่กำลังเอื้อนเอ่ยกับศัตรู
แต่กลับเหมือนได้พบสหายเก่าอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าอยากเรียกอะไรก็แล้วแต่เจ้า ข้าคิดว่าคุณชายจูเองก็คงรู้อยู่แล้วว่าหากข้าเข้ามาที่นี่ได้ เช่นนั้นข้าก็ย่อมออกไปได้เช่นเดียวกัน”
หากเอ่ยว่าไม่ตื่นเต้นก็คงเป็นเพียงคำโป้ปด จูหยุนผู้นี้ทำให้นางรู้สึกพิศวงยิ่งนัก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ