าเช่นนี้หรือ!”
จูฉีหยุนแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยว เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นขันทีคนสนิทของฮ่องเต้
ในเมื่อบังอาจเอ่ยวาจาเช่นนี้กับเขา…มือเงื้อขึ้นเพราะคิดอยากจะลงมือสั่งสอนอีกฝ่ายดูสักครา แต่อวี้อันกลับขยับเท้าถอยหลังหนึ่งก้าว
มือหนาฟาดได้เพียงอากาศ จูฉีหยุนจึงจ้องอวี้อันด้วยสายตาโกรธจัด
“ค่อยๆ พูดกันก็ได้ เหตุใดต้องลงไม้ลงมือเช่นนี้เล่า ใต้เท้าจู ข้าคิดว่าท่านคงรู้ดีว่าอวี้อันเป็นคนของฮ่องเต้ ใช่ว่าใครที่ไหนจะสามารถด่าทอหรือตบตีคนของฮ่องเต้ได้ หรือใ ใต้เท้าจูคิดว่าตนเองมีฐานะเท่าเทียมกับฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ?”
หลินเมิ้งหยาเอื้อนเอ่ยประโยคแรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าประโยคสุดท้ายน้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
นางผุดลุกขึ้นยืนเคียงข้างอวี้อัน ขณะเดียวกันก็ถลึงตาใส่ใต้เท้าจู
ทั้งที่เป็นเพียงสตรีร่างบอบบาง แต่รัศมีมิได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
เหตุเพราะนางไม่ยอมถอย ดังนั้นใต้เท้าจูจึงสงบลง
“ข้า…มิกล้า”
ไม่ว่าจูฉีหยุนจะเก่งกล้าสักเพียงไหน แต่ตอนนี้เขาอยู่ท่ามกลางขุนนางในราชสำนัก
เขาบังอาจถึงขั้นคิดจะทำร้ายคนของฮ่องเต้ ซ้ำหลินเมิ้งหยายังแ