ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลงเทียนอวี้ นางจึงหยุดยั้งความคิดของตนเอง
ส่งสัญญาณผ่านทางสายตาให้อวี้อัน อีกฝ่ายเข้าใจในทันที จากนั้นจึงแอบตามพวกเขาไปอย่างลับๆ
“คุณชายบอกชื่อแซ่ให้ข้ารู้สักหน่อยดีหรือไม่?”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง หลานชายสกุลจูเดินนำนางไปยังระเบียง
แม้จะค่อนข้างเงียบ แต่ก็มิใช่สถานที่ลับตาคน
“ข้าน้อยจูเจียจิงถวายพระพรจวิ้นจู่”
จูเจียจิงทรุดตัวคุกเข่าหมอบกราบหลินเมิ้งหยาด้วยอย่างเคารพเลื่อมใส
“นี่เจ้า….”
เลิกคิ้วขึ้นสูง หลินเมิ้งหยาตกใจจนชะงัก
ทว่าท่าทางของจูเจียจึงเหมือนคนกำลังตื่นเต้น น้ำตาไหลอาบแก้มขณะเอ่ยเสียงกระซิบ
“ข้าน้อยเคยเป็นคนสอดแนมของฮ่องเต้ ต่อมาใช้ฐานะของหลานชายสกุลจูเข้าไปอยู่ในหอป๋ายเฉา วันนี้ข้าน้อยได้เห็นจวิ้นจู่มาในฐานะตัวแทนของฮ่องเต้ ข้าน้อย…ดีใจเหลือเกินขอรับ”
ชายอกสามศอกร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าหลินเมิ้งหยาจนนางทำอะไรไม่ถูก
“อย่าทำเช่นนี้เลย เจ้าลุกขึ้นก่อนแล้วค่อยๆ คุยกันเถิด เหตุใดต้องร้องไห้ด้วยเล่า?”
แม้จะเอ่ยเช่นนี้ แต่หลินเมิ้งหยากลับไม่เข้าไปพยุงร่างของเขา
นางขยับเท้าถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วเอ่ยปลอบ
“ข้าน้อยดีใจเหลือเกินขอรับ จริงสิ ไม่ทราบว่าจวิ้นจู่รู้แผนการ