หตุใดนางจึงสติฟั่นเฟือนไปแล้วเล่า! น้องเขยวางใจเถิด เจิ้นจะหาคนรับผิดชอบเรื่องนี้ให้เจ้า”
จั่วชิวเฉินบันดาลโทสะ เขาส่งเสียงตะคอกดังลั่น
“ไม่เป็นไร ต่อให้นางสติเลอะเลือน ข้าก็จะดูแลนางต่อไป รอบาดแผลของนางหายดีเมื่อไหร่ ข้าจึงจะพานางกลับต้าจิ้น”
หลงเทียนอวี้เอ่ยเสียงเศร้า แม้ก่อนแต่งงานกับนาง หลินเมิ้งหยาถูกกล่าวขานว่าเป็นเด็กสาวสติฟั่นเฟือน แต่ตอนนี้นางกลับมาเป็นปกติแล้ว ดังนั้นแม้จะเจ็บปวดแต่เขาก็ไม่นึกรังเกียจนาง
“น้องเขย เจ้าทำให้ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ได้ ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะกลับไปต้าจิ้นกับเจ้า”
ชิวอวี้ที่แสร้งร้องห่มร้องไห้คุกเข่าอยู่ข้างเตียงหลินเมิ้งหยารีบผุดลุกขึ้นจับมือหลงเทียนอวี้ ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง
ทว่าจั่วชิวเฉินกลับใช้มือหนาดึงร่างของน้องชายมาประจันหน้ากับตนเอง
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดเช่นนี้อีกหรือ! หากมิใช่เพราะเจ้า เช่นนั้นเปี่ยวเม่ยจะกลายเป็นคนสติเลอะเลือนได้อย่างไร! จากนี้ต่อไปเจ้าจงอยู่สำนึกผิดในจวนอ๋องไปตลอดชีวิต ข้าขอสั่งห้ามมิให้เจ้าก้าวเท้าออกนอกประตูจวนอีก!”
ขณะเดียวกัน สองพี่น้องส่งเสียงโต้เถียงกันไปมา ราวกับห้องแห่งนี้มีสุนัขวิ่งต้อนไก่อย่างไรอย่างนั้น หลินเมิ้งหยายิ