ขาหายไปไหนแล้ว? เกิดอะไรขึ้น?”
หลังจากกินเสร็จ หลินเมิ้งหยายังคงไม่เห็นแม้แต่เงาของหลงเทียนอวี้
เอ่ยถามจั่วชิวอวี้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าอีกฝ่ายกลับหน้างอง้ำไม่พอใจ
“นี่ เสี่ยวเปี่ยวเม่ย เจ้าช่างลำเอียงเสียจริง! แม้ข้าจะบาดเจ็บแต่ก็อุตส่าห์มาดูแลรับใช้เจ้า เจ้าไม่…”
ขาข้างหนึ่งยกขึ้นเตะจั่วชิวอวี้ไปอีกทาง
จั่วชิวเฉินที่ยืนส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้นางอย่างเงียบๆ รีบเข้ามานั่งตรงหัวเตียง
“ไม่มีอะไรหรอก น้องเขยเพียงแค่เหนื่อยเกินไปเท่านั้น เมื่อครู่ตอนที่ออกไปสั่งคนให้เตรียมอาหารให้เจ้าในห้องครัว เขายืนหลับอยู่ที่นั่นไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงสั่งให้คนหามเขาไปส่งที่ห้องแล้ว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย เจ้าเองก็เพิ่งจะฟื้น อย่าคิดมาก”
ท่าทางอ่อนโยนเสมือนสายลมแผ่วเบาทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกดีกับญาติผู้พี่คนนี้มากขึ้น
เมื่อเทียบกับจั่วชิวอวี้แล้ว บางทีอาจเพราะเขาเป็นถึงฮ่องเต้ ดังนั้นญาติผู้พี่คนนี้จึงมีความน่าเชื่อถือและสุขุมกว่ามาก
แม้พวกเขาจะเป็นเพียงญาติกัน แต่ทว่าโครงหน้ากลับละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน
หลินเมิ้งหยาเชื่อโดยไม่นึกสงสัยเลยว่าชายตรงหน้ามีสายเลือดเดียวกันกับนางหรือไม่
“เพคะ ขอบพระทัยเปี่ยวเกอ [2]