ีปากเองก็แทบจะไร้สีเลือด ผ้าปิดตาสีดำปกปิดใบหน้าไปเกือบครึ่ง
เหลือเพียงดวงตาอีกข้างที่เปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์
ศีรษะสวมหมวกขุนนาง อีกทั้งยังมีหยกแดงประดับไว้
ร่างกายซูบผอมอ่อนแอเสมือนพร้อมจะปลิวไปตามแรงลม แต่ทว่าเขาสวมชุดหรูหราสีม่วงเข้ม
แขนทั้งสองข้างวางแนบชิดลำตัว ทั้งที่การแต่งตัวของเขาเหมือนกับพวกขุนนาง แต่ด้านหลังเขากลับมีทหารหลวงอีกหลายสิบคน
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ชายาอวี้ กระหม่อมป๋ายหลี่อู๋เฉินขอบพระทัยในการสนับสนุนของพระองค์”
กล่าวเสียงเย็นชา ทว่ากลับมีกลิ่นเลือดลอยปนมาตามลม
หลินเมิ้งหยาไม่มีทางลืมเจ้าของเสียงนี้ เขาเคยจับนางเป็นตัวประกันเพื่อหนีออกจากจวนอวี้
เพราะเหตุนี้ไม่ว่านางจะส่งคนออกไปตามหาเท่าใดก็ไม่เจอ
ที่แท้ป๋ายหลี่อู๋เฉินก็หนีไปพึ่งพิงไท่จื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางกลาโหมอีกด้วย เขาจึงมีท่าทางหยิ่งยโสเช่นนี้
“ทหารหลวงช่างมีน้ำใจยิ่งนัก แม้จะเจอสุนัขตาบอดหลงทางแต่ก็ยังรับเข้าไปทำงานในตำแหน่งใหญ่โต”
หลินเมิ้งหยาไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย นางไม่มีทางลืมปัญหาที่ป๋ายหลี่อู๋เฉินนำมาให้หลงเทียนอวี้หลังจากทรยศออกจากจวนไป
ทว่าป๋ายหลี่อู๋เฉินกลับไม