หลินเมิ้งหยาไม่แม้แต่จะมองใบหน้าจะว่าหญิงก็ไม่ใช่ จะว่าชายก็ไม่เชิงของเขา
ขณะเดินผ่านร่างเขาไป จมูกของหลินเมิ้งหยาพลันได้กลิ่นหอมบางอย่างจากเรือนร่างของเขา
มุมปากจุดรอยยิ้มเย็นชา หลินเมิ้งหยายืนอยู่ข้างกายเมิ่งจวินหลาน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเย็น
“ตอนแรกข้าก็คิดว่าใคร ที่แท้ก็เถ้าแก่เมิ่งผู้เลื่องชื่อนั่นเอง อะไรกัน? ท่านมิได้หนีไปกับลูกสาวของท่านเสนาบดีไปแล้วหรือ? หรือลูกน้องจะหมดความเลื่อมใสในตัวเจ้า เช่นนั้นจึงคิดจะมาข่มขู่ข้า? ดี วันนี้ข้าจะไว้หน้าเจ้า แต่คราวหน้าเจ้าคงไม่ได้ยืนพูดจาอย่างไร้กังวลเช่นนี้แน่”
ดวงตาของเมิ่งจวินหลานฉายให้เห็นความตกตะลึง
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าชื่อเสียงของเขาจะเสียไปเพราะข่าวลือเมื่อห้าปีก่อน
วันนี้กลับถูกเปิดเผยหลังจากพระชายามองเขาเพียงปราดเดียว
มือกำหมัดแน่น สุดท้ายเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าดังมากพอที่คนทั้งคู่จะได้ยิน
“ขอบพระทัย”
เมื่ออกมาที่ประตูคุก ตอนนี้ท้องฟ้ามีดวงดาวพร่างพราว
หลินเมิ้งหยาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จึงจะสามารถล้างกลิ่นเลือดที่ยังคงติดจมูกของนางได้
ไม่ไกลกันนั้น ร่างสูงโปร่งของหลงเทียนอวี้ยืนนิ่งอยู่กับที่
ทว่าเขาหันหลังให้นาง นางจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
“ท่านเป็นคนทำเรื่องเช่นนั้นกับท่านอาจารย์อย่างนั้นหรือ?”
บรรยากาศบริเวณรอบๆ เงียบกริบ
ราวกับดวงเดือนและดวงดาราล่วงรู้ว่าถึงเวลาเร้นกายแล้ว ยามนี้ท้องฟ้าจึงมีเพียงม่านรัตติกาล ก้อนเ