หลังประตู มองซ้ายแลขวา ป๋ายจื่อรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้เห็นหลงเทียนอวี้
“ท่านอ๋อง เหตุใดไม่เข้ามาเล่าเจ้าคะ? นายหญิงของข้ากำลังรับประทานอาหาร เช่นนั้นเชิญท่านอ๋องเข้าไปรับประทานอาหารร่วมกันเถิด”
คำเชื้อเชิญอย่างน่ารักนี้ทำให้หลงเทียนอวี้มิอาจปฏิเสธได้
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านประตูเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว
ตี้หลงใต้ตำหนักเริ่มกลับมาทำงานเป็นปกติแล้ว หลังจากช่วงเวลาหนาวเหน็บที่สุดผ่านพ้นไป จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ
หลินเมิ้งหยาถือแก้วชาขิงพุทรานั่งเหมือนลอยอยู่บนเบาะนั่งขนสัตว์
ทั้งที่คนหายไปเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่นางกลับรู้สึกว่าตำหนักของนางว่างเปล่าเงียบเหงาเหลือเกิน
ช่างเถิด ตอนนี้พายุกำลังโหมกระหน่ำเมืองหลวง ใครจะยังมีกระจิตกระใจอยู่พูดคุยล้อเล่นที่นี่อีกเล่า?
หลงเทียนอวี้เดินเข้าไปยืนข้างศาลาเงียบๆ แต่กลับไม่รู้จะพูดอะไร
นางนั่งอยู่ในศาลา ใบหน้าด้านข้างสะท้อนความงดงามราวกับภาพวาด พื้นหลังของภาพนั้นคือฤดูใบไม้ผลิ
หลังจากเงียบอยู่นาน เขาคิดว่าตนเองควรถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของนาง
ดวงตาเปล่งประกายน่าดึงดูดกำลังเลื่อนลอย นิ้วมือเรียวยาวทั้งห้าจับถ้วยชาเอาไว้
ผ้าสีขาวอ่อนนุ่มวางคลุมร่างของนางเอาไว้จนสายลมมิอาจพัดผ่านกระทบผิวหนัง
น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นนางยามสงบนิ่ง หลงเทียนอวี้ทำเพียงมองนางเงียบๆ แม้แต่เสียงลมหายใจก็เบาลง
“มาแล้วหรือ เชิญนั่งเพคะ”
เสียงฝีเท้าดังเข้