วร้ายกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก
“พระวรกายของฮ่องเต้…ข้าหมายถึงอาการประชวรของฮ่องเต้เป็นไปตามบันทึกชีพจรอย่างนั้นหรือ? เหตุเพราะร่างกายอ่อนแอ พระองค์จึงยังคงสลบไสลมิฟื้นคืนสติ?”
พูดไปพูดมา ในที่สุดหลินเมิ้งหยาก็วกกลับมายังคำถามหลัก
จ้องมองแววตาจริงจังของนาง สีหน้าของชิวอวี้เคร่งขรึมลง
สายตาเผยความลังเล ก่อนจะถอนหายใจ
“เจ้าลองไปดูด้วยตนเองเถิด พระอาการของฮ่องเต้….มิได้ธรรมดาอย่างที่เจ้าคิด”
ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หัวใจของหลินเมิ้งหยาเปี่ยมไปด้วยความสงสัย นางเดินตามชิวอวี้เข้าไปในส่วนลึกสุดของตำหนัก
ผลักประตูไม้สีแดงเข้าไป กลิ่นยาสมุนไพรฉุนกึกลอยกระทบจมูก
กลิ่นยาสมุนไพรเหล่านี้ทำให้หลินเมิ้งหยาและป๋ายซูรู้สึกวิงเวียน
ทว่านางในที่อยู่รอบๆ กลับไม่มีอาการเหล่านั้น พวกนางยังคงเดินเข้าออกเป็นปกติ
“พวกนางชินแล้ว เหตุเพราะจะต้องใช้ยาสมุนไพรจำนวนมากทุกวันจึงจะสามารถประคองอาการของฮ่องเต้มิให้เลวร้ายลงได้ เฮ้อ สถานการณ์ในยามนี้ค่อนข้างซับซ้อน เจ้าเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองเถิด”
เห็นได้ชัดว่าเขามิอาจบรรยายพระอาการของฮ่องเต้ด้วยคำพูดได้
หลินเมิ้งหยาสบตากับป๋ายซู ก่อนจะเดินตามชิวอวี้เข้าไปในห้องบรรทมของฮ่องเต้
เตียงขนาดใหญ่สีเหลืองอร่าม ใบหน้าสง่างามของชายวัยกลางคนเด่นชัดขึ้นมา ทว่าเขากลับหลับตาสนิท ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจ
หลินเมิ้งหยาเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะได้เห็นใบหน้าพ่อสามีของตน
เพราะเหตุนี้แม้พว