กทหารหนีทัพ หลานสาวเอ๋ย หากเจ้าปรารถนาดีต่อข้า เช่นนั้นเจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี วังหลวงแห่งนี้ยังมิได้อยู่ในการควบคุมของคนเหล่านั้นทั้งหมดเสียทีเดียว คืนนี้ข้าเพียงแต่ถูกลอบโจมตีเท่านั้น วางใจเถิด ต่อจากนี้ไปข้าจะระมัดระวังตัวให้ดี”
หลินเมิ้งหยายังคงรู้สึกไม่สบายใจ ทว่าอวี้เฉียงกลับหัวแข็งกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก
ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ หลินเมิ้งหยาจึงผงกศีรษะลง
ถึงอย่างไรอวี้เฉียงก็อาศัยอยู่ในวังหลวงมานานแล้ว เช่นนั้นเขาจะไม่มีเขี้ยวเล็บเชียวหรือ
“ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว หลานสาวของข้า ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ต้องการจะบอกเจ้า เจ้าต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ คนในวังหลวงแห่งนี้ล้วนมีสองหน้า ก่อนที่เจ้าจะทำอะไร เจ้าต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ เหตุเพราะบ่าของเจ้าแบกสกุลหลินและอ๋องอวี้เอาไว้”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของอวี้เฉียงมีความนัยแฝง
หลินเมิ้งหยาพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น แม้อวี้เฉียงจะไม่พูด แต่นางก็รู้เรื่องนี้ดี
หันหน้าไปมองท้องฟ้าสีส้มทางทิศตะวันออก
หัวใจของคนในเรือนล้วนบีบตัวเข้าหากันแน่น
ไม่ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาจะเกิดเรื่องเช่นใดขึ้น แต่เมื่อราตรีลับหายไปและรุ่งอรุโณทัยเข้ามาแทนที่ เช่นนั้นพวกเขาจะต้องทำราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
“นายหญิง เมื่อคืนท่านมิได้นอนทั้งคืน แต่วันนี้กลับไปสำนักหมอหลวงแต่เช้า ท่านจะไม่เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
ป๋ายซูเอ่ยถามหลินเมิ้งหยาด้วยความกังวลขณะเดินทางไปยังสำนักหมอหลวง
อ้าปากหาวเล็กน้อ