ะพบว่าพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นญาติพี่น้องของฮ่องเต้
“นายหญิงจะให้ข้าไปสั่งสอนนางหรือไม่เจ้าคะ?”
ป๋ายซูที่นิ่งเงียบตลอดเวลายื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของหลินเมิ้งหยา
หลินเมิ้งหยาส่ายหน้า ตอนนี้นางยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในวังหลวงดีพอ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่หมาหน่าวพูดก็ย่อมเป็นความจริง
“ไม่เป็นไร นางก็แค่พูดไม่ดีกับข้าเพียงสองสามประโยคเท่านั้น พวกเรายังคงอาศัยอยู่ในวังหลวง ฉะนั้นพยายามอดทนอดกลั้นกันสักหน่อยจะดีกว่า ไปเถอะ พวกเราไปสำนักหมอหลวงกัน”
ภายในสำนักหมอหลวงยังคงวุ่นวายมิต่างจากเมื่อวาน ทว่าวันนี้ซูถงและเจียงข่ายไม่อยู่ ปกติแล้วพวกขุนนางทั่วไปจะสามารถอยู่พักผ่อนที่บ้านได้ทุกวันที่ห้าของเดือน
แต่ถึงกระนั้นสำนักหมอหลวงก็ต้องมีคนคอยอยู่รักษาการ
วันนี้คนที่มาแทนคือชายผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม แม้จะเส้นผมและหนวดเคราจะเป็นสีเทา แต่ถึงกระนั้นก็มิได้รกรุงรัง
หลังจากเห็นหลินเมิ้งหยาแล้วคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน แต่เมื่อลูกน้องเอ่ยแนะนำ เขาจึงวางยาในมือลงแล้วเดินเข้ามาถวายคำนับนาง
“ข้าน้อยคือรองเจ้าสำนักหมอหลวง ชุ่ยซือ ถวายพระพรพระชายา”
“ใต้เท้าชุ่ยอย่าได้มากพิธี ข้าเพียงแค่มาฝึกงานที่สำนักหมอหลวงแต่เพียงเท่านั้น ต่อจากนี้ไปหากทุกคนพบข้าก็อย่าได้มีพิธีรีตองนักเลย ถึงอย่างไรข้าก็ต้องมาทำงานอยู่ที่นี่สักระยะ หากทุกคนต้องถวายคำนับทุกครั้ง เกรงว่าจะเสียการเสียงานเปล่า”
หลินเมิ้งหยาหยักยิ้มเกรงใจ แม้ในใ