อก คิ้วของหลินเมิ้งหยาขมวดเข้าหากัน สายตาหันไปมองทางหวานเหยียนเลี่ย แต่กลับไม่เอ่ยอันใดออกมา
“พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด ข้าเหนื่อยมากแล้วจึงอยากพักผ่อน ท่านหวานเหยียน ที่นี่คือจวนอวี้ ท่านลดดาบลงก่อนเถิด เหตุเพราะท่านอ๋องเห็นแก่หน้าเสี่ยวอวี้ เขาจึงยอมหลับตาข้างหนึ่งเพื่อให้พวกเจ้าเข้าออกจวนได้อย่างอิสระ แต่ถ้าหากพวกเจ้าดูแคลนอภิสิทธิ์เช่นนี้ เช่นนั้นข้าจะบอกท่านอ๋องว่ามิต้องละเว้นพวกเจ้าอีก”
น้อยครั้งนักที่หลินเมิ้งหยาจะเอ่ยวาจารุนแรงเช่นนี้ แต่ถ้าหากพวกหวานเหยียนเลี่ยมีความเกี่ยวข้องกับการโจมตีในคราวนี้จริง เช่นนั้นนางจะต่างอันใดจากการเลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้
หวานเหยียนเลี่ยคิดไม่ถึงเลยว่าชายาอวี้ที่เคยพูดจาไพเราะอ่อนหวานจะเอ่ยวาจาไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้
สีหน้าพลันเปลี่ยนไป ความไม่พึงพอใจฉายชัด
ขณะเดียวกัน คนที่ตามเขามาทางด้านหลังราวกับสุนัขถูกเหยียบหาง เขาแผดเสียงตวาดดังลั่น
“เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร! มีสิทธิ์อันใดมาพูดกับท่านหัวหน้าเลี่ยเช่นนี้ หากมิใช่เพราะเจ้ามีฐานะเป็นพี่สาวของนายน้อยแล้วล่ะก็ ข้าจะ…”
“จะทำอันใดหรือ?”
ดวงตาคู่สวยจ้องอีกฝ่ายด้วยความเย็นชา
ทั้งๆ ที่นางกำลังยกยิ้ม แต่เพราะเหตุใดร่างกายจึงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
นางเป็นเพียงหญิงสาวรูปร่างบอบบาง แต่ท่าทางกลับน่าเกรงขาม จู่ๆ ความกล้าหาญที่เคยมีของหวานเหยียนเลี่ยพลันเหือดหายไป
“เจ้าจงจำเอาไว้ ที่นี่หาใช่เมืองเลี่ยหยุนของเจ้า