ไม่ แต่เป็นเมืองต้าจิ้นของข้า ข้าสามารถปล่อยให้เจ้าเข้ามาและไว้ชีวิตของเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ต้องฝากชีวิตไว้กับเสี่ยวอวี้หาใช่ข้าไม่ หวานเหยียนเลี่ย เจ้าจงฟังให้ดี นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจงพูดคุยกับลูกน้องของเจ้าให้ชัดเจน เรื่องใดที่มิควรทำก็อย่าได้ยื่นมือเข้าไปแตะต้อง มิเช่นนั้น ต่อให้เจ้าเป็นใครหรือมีฐานะเช่นไร แต่สุดท้ายพวกเจ้าจะต้องกลายเป็นผีเฝ้าต้าจิ้น!”
ประกาศกร้าวชัดถ้อยชัดคำ แม้แต่หวานเหยียนเลี่ยเองก็คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวตรงหน้าจะข่มขู่ผู้อื่นโดยไม่หวั่นเกรงเช่นนี้ อย่าว่าแต่พวกเขาที่เป็นชายเลย ไม่ว่าใครก็คงไม่นึกสงสัยในคำพูดของนาง
ทั้งสองฝ่ายจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
จนกระทั่งร่างสูงโปร่งเข้ามายืนตรงกลางระหว่างพวกเขา
“หวังว่าพวกเจ้าจะทำตามคำพูดของชายาข้า ต้าจิ้นหาใช่เลี่ยหยุน สกุลหวานเหยียนอย่าได้คิดยื่นมือเข้ามาแทรกแซง บางทีข้าอาจต้องเรียกเจ้าว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเลี่ยหยุน ท่านอ๋องสี่ใช่หรือไม่?”
หลงเทียนอวี้เอ่ยเสียงเรียบแทรกบทสนทนาระหว่างพวกเขาทั้งคู่ หลังจากจ้องตากันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดหวานเหยียนเลี่ยก็เป็นฝ่ายยอมแพ้
หลงเทียนอวี้ในชุดสีดำมีใบหน้าเคร่งขรึม ทว่าดวงตาคมกริบกลับแฝงไว้ซึ่งความเย็นชา
เมื่อได้ยินคำพูดเผยถึงฐานะตัวตนของตนเองจากปากหลงเทียนอวี้ ร่องรอยของความหวาดระแวงพลันวาดขึ้นในดวงตาของหวานเหยียนเลี่ย
แม้ฐานะของเขาจะมิใช่ความลับ แต่ถึงกระนั้นก็ไ