ะข้ามปีแล้ว งานในจวนยิ่งเพิ่มมากขึ้น แม้จะมีสาวใช้ทั้งสี่คอยช่วยเหลือ แต่นางก็ยังมีงานอีกมากให้ต้องจัดการ
ตอนนี้นางเพิ่งรู้ว่าแม่นางหวังซีเฟิงที่ถูกจารึกชื่อบนโขดหินมีความสามารถในการจัดการงานมากขนาดไหน
น่าเสียดาย เมื่อเทียบกับนางแล้ว ตนเองยังมิอาจเก่งกาจได้เท่าครึ่งหนึ่งของนาง
ยุ่งวุ่นวายตลอดช่วงเช้า หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วหลินเมิ้งหยาจึงมีเวลาว่างเล็กน้อย
หลงเทียนอวี้หายตัวไปตั้งแต่เช้า มีคนแจ้งว่าเขาถูกฝ่ายพิธีการตามตัวไปปรึกษาเรื่องงานเลี้ยงวันตรุษจีน
แม้ไท่จื่อจะไม่อยากเจอหน้าหลงเทียนอวี้สักเท่าไร แต่เพราะฮ่องเต้ยังคงทรงพระประชวร ดังนั้นเรื่องมากมายจำต้องให้เหล่าองค์ชายเป็นผู้ปรึกษาหารือกัน
เพียงนั่งลงจิบชาได้หนึ่งอึก หลินจงอวี้ก็โผล่หน้าเข้ามาหา
ใบหน้าเรียวเล็กขาวนวลเจือไว้ซึ่งความหวาดหวั่น สายตากลิ้งกลอกหลบๆ ซ่อนๆ ไม่เหมือนทุกที
หลินเมิ้งหยาวางแก้วชาลงก่อนจะโบกมือเรียก
วันนี้เสี่ยวอวี้เรียนรู้วิธีการแสดงท่าทางบิดม้วนด้วยความเขินอายเป็นแล้วสินะ
“เป็นอะไรไป? มีอะไรต้องการคุยกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินชิงหูเล่าว่าวิทยายุทธของเสี่ยวอวี้พัฒนาขึ้นมาก คาดว่าแต่ก่อนเขาจะต้องรู้จักพื้นฐานในการต่อสู้มาบ้าง ดังนั้นเมื่อได้รับการถ่ายทอดวิชาจึงสามารถเรียนรู้ได้อย่างว่องไว
เรือนเล็กของเขามักมีคนเข้าออกเป็นจำนวนมาก แต่คนเหล่านี้มักแอบเข้ามาอย่างลับๆ และไม่มีใครทำความรู้จักกับคนในจ