เฟยเอ่ยถามเสียงเรียบเสมือนเป็นผู้พิพากษาอย่างไรอย่างนั้น
ป๋ายซ่าวหันไปมองผอจื่อที่กำลังตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะพยักหน้าอย่างสงสัย
“ทูลพระสนมเต๋อเฟย นางเป็นคนบ้านเดียวกันกับหนู่ปี้ เหตุเพราะต้องทำงานด้วยกัน ดังนั้นจึงรู้จักกันเพคะ”
ตอนแรกคิดว่าป๋ายซ่าวจะพลิกลิ้นหาทางเอาตัวรอด แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะยอมรับอย่างง่ายดาย
“แม่นาง แม่นาง ข้าขอโทษ นี่คือกำไลหยกของเจ้า ข้าจะคืนให้เจ้าเดี๋ยวนี้ ข้าขอร้อง ได้โปรดปล่อยข้าไป ข้าเป็นเพียงสาวใช้ตัวเล็กๆ ข้ายังมีพ่อแม่พี่น้องให้ต้องดูแลนะเจ้าคะ”
จู่ๆ ผอจื่อก็ปรี่เข้าไปคว้าตัวของป๋ายซ่าว ก่อนจะร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“สวีมามา เจ้าอย่าใส่ร้ายข้า! กำไลหยกอะไร เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร?”
สายตาของป๋ายซ่าวฉายแววสับสน กำไลหยกในมือที่หายไปเมื่อหลายวันก่อน เหตุใดจึงไปอยู่ที่สวีมามาได้เล่า? นางมิได้สั่งให้สวีมามาไปทำอะไรเสียหน่อย เหตุใดนางจึงเอ่ยเช่นนี้?
“แม่นาง ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านยอมรับเสียเถิด ทั้งที่ท่านเป็นคนเรียกข้าเข้าไปในห้องแล้วมอบกำไลหยกให้แก่ข้า จากนั้น…สั่งให้ข้าลงมือใส่ร้ายแม่นางป๋ายจื่อ!”
ผอจื่อคนนั้นร้องตะโกนเสียงดัง ท่าทางร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสารของนางทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ
ทว่าคิ้วของหลินเมิ้งหยากลับขมวดเข้าหากันแน่น ราวกับว่านางเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
“สวีมามา ข้ามิเคยทำตัวเป็นศัตรูกับเจ้าเลย เหตุใดจึงใส่ร้ายข้าเช่นนี้? ข้ากับป๋ายจื่อรั