จนเกินงาม
ดังนั้นคนที่จะไปมาหาสู่กับสกุลหลินจึงมีน้อยมาก
“น้องสาม เขาคือพ่อตาที่เปรียบเสมือนขุนเขาของเจ้า เป็นอย่างไรบ้าง? ตื่นเต้นหรือไม่?”
ไท่จื่อสวมชุดสีเหลืองทองอร่ามน่าเกรงขาม
แม้ช่วงนี้จะอยู่แต่ในวังเพื่อบูรณะวังหลวง ทว่าท่าทางของเขาสงบนิ่งกว่าแต่ก่อนมาก
แต่เมื่อได้เห็นหลงเทียนอวี้กับหลินเมิ้งหยา สุดท้ายแล้วธาตุแท้ของเขาก็ปรากฏ
หากมิใช่เพราะเจ้าสองคนนี้ เขาคงไม่ถูกหมู่โฮ่วกักตัวไว้แต่เพียงในจวน
“เจิ้นหนานโหวเป็นขุนนางคนสำคัญ จึงเหมาะสมแล้วที่จะได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่”
หลงเทียนอวี้ส่งเสียงเรียบ ราวกับไม่กล้าหาเรื่องไท่จื่อ
หลินเมิ้งหยาแอบดูแคลนไท่จื่อในใจ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงการแสดง อีกทั้งยังแสดงออกมาเกินจริง
ด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็มองออกว่าไท่จื่อกับอ๋องอวี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อขบวนทัพหลวงเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองหลวง ราษฎรต่างออกมาต้อนรับ
สายตามองทอดยาวจนได้เห็นท่านพ่อที่กำลังขี่ม้าด้วยท่วงท่าน่าเกรงขาม
ภายในความทรงจำ ท่านพ่อเป็นคนเคร่งขรึมเสมอมา
ทว่าเมื่อเทียบกับตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงมีค่อนข้างมาก
ทั้งที่อายุมากกว่าห้าสิบปีแล้ว ทว่าใบหน้าท่าทางของหลินมู่จื่อยังคงมีเสน่ห์
หรืออาจพูดได้ว่าฮ่องเต้เมื่อครั้งที่ยังเป็นไท่จื่อยังมิได้รับการต้อนรับดั่งเช่นเจิ้นหนานโหวผู้นี้
เพราะอายุที่มากขึ้น ดังนั้นใบหน้าของท่านพ่อจึงมีริ้วรอยตามวัย
ทว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขายังคงคมเข