ห้นำถั่วเขียวต้มน้ำตาลมาถวายเพคะ”
ด้านนอก จู่ๆ เสียงของน้าจิ้งเยว่ก็ดังขึ้น
นับตั้งแต่วันที่น้าจิ่นเยว่จากไป ข้างกายของหมู่เฟยมีเพียงน้าจิ้งเยว่ที่คอยดูแล
แม้น้าจิ้งเยว่จะมิใช่คนชอบยิ้มหรือช่างเจรจา แต่ถึงกระนั้นนางก็เป็นคนเก่าคนแก่ของหมู่เฟย หลงเทียนอวี้จึงรู้สึกเคารพนางไม่น้อย
“ลำบากท่านน้าแล้ว ข้าจะกินเดี๋ยวนี้”
น้าจิ้งเยว่พยักหน้า แสดงท่าทางอึกๆ อักๆ ขณะมองดูหลงเทียนอวี้
“ท่านน้ามีอะไรหรือ?”
หลงเทียนอวี้เงยหน้า มองดูจิ้งเยว่พลางเอ่ยถาม
“ท่านอ๋อง อย่าหาว่าหนู่ปี้พูดมากเลยนะเจ้าคะ พระองค์ตกลงเรื่องตบแต่งกับคุณหนูเจียงตามพระประสงค์ของพระสนมเต๋อเฟยเถิดเจ้าค่ะ คนสนิทย่อมดีกว่าคนไกลตัวมิใช่หรือ?”
สายตาที่มองทางจิ้งเยว่เปลี่ยนไป
“เรื่องนี้ข้ามีคำตอบอยู่แล้ว หากหมู่เฟยส่งท่านมาโน้มน้าวข้า ข้าเห็นว่าไม่จำเป็น”
มองดูท่าทางมั่นคงของหลงเทียนอวี้ จิ้งเยว่ส่ายหน้า ก่อนจะออกจากห้องอ่านหนังสือไป
วางเอกสารในมือลง มองดูถ้วยถั่วเขียวต้มน้ำตาล จมูกสูดกลิ่นหอมหวานที่โชยออกมา กลิ่นนี้คล้ายกับรสมือของน้าจิ่นเยว่เหลือเกิน
สีของท้องฟ้ามืดมิดลง หลินเมิ้งหยาอาบน้ำเสร็จแล้วจึงเข้ามานั่งที่ข้างหน้าต่าง มองดูดวงดาวบนท้องฟ้าทันทีที่ฟ้ามืด ท่านพี่ส่งคนมาแจ้งข่าวว่าอีกครึ่งเดือนกองทหารแนวหน้าจะกลับมาถึงเมืองหลวงยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายยังส่งของขวัญมาให้กับนางด้วยนางเอี้ยวตัวเอื้อมหยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งมาจากโต๊ะเค