ในห้องนั้น นาง…นางยังมีโอกาสรอดชีวิตอยู่หรือเจ้าคะ?”เมื่อพูดถึงฮูหยินหวัง สีหน้าของป๋ายซ่าวกับป๋ายซูพลันเปลี่ยนไปมีเพียงป๋ายจื่อที่ยังกินอาหารโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว“ไม่รู้ซิ แต่คงจะปล่อยให้นางอยู่ที่นั่นไม่ได้ ข้าจะลองหาวิธีและลองหาสถานที่เงียบสงบให้กับนาง”ป๋ายจีเล่าว่าฤทธิ์ของยาแกล้งตายหมดลงแล้วฮูหยินหวังยังคงมีลมหายใจ ถึงแม้จะอ่อนแรงแต่ก็น่าอัศจรรย์ยิ่งนักหากมิใช่เพราะป๋ายซูตั้งใจฟังจนสังเกตเห็นลมหายใจของฮูหยินหวังแล้วล่ะก็ พวกเขาคงไม่เชื่อว่านางยังมีชีวิตอยู่“แต่เพราะเหตุใดนายหญิงจึงไม่ส่งตัวฮูหยินหวังกลับจวนไปเล่าเจ้าคะ?”ป๋ายจีมองหลินเมิ้งหยา นางรู้สึกว่านายหญิงช่วยชีวิตฮูหยินหวังด้วยความยากลำบาก ตอนนี้ควรจะมอบตัวนางกลับไปให้คนที่บ้านดูแลทว่านายหญิงกลับไม่มีวี่แววว่าจะส่งนางกลับไป“เมื่อช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นอาการของนางยังอยู่ในขั้นวิกฤติ พวกเจ้าต้องปิดปากให้สนิทปล่อยให้คนภายนอกคิดว่านางตายไปแล้ว”หลินเมิ้งหยาได้ยินมาว่าฮูหยินหวังมาจากตระกูลของทหารผู้กล้านางได้รับความรักจากครอบครัวมาตั้งแต่เกิดตอนที่แต่งงานกับหวังฮั่นหลิน ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงคนมีพรสวรรค์ที่ยากจนแต่เพราะฮูหยินหวังเป็นคนหนักแน่น เมื่อญาติฝ่ายหญิงเห็นว่าไม่มีทางเลือกจึงใช้เส้นสายทำให้หวังฮั่นหลินได้ตำแหน่งในปัจจุบันมาครอบครองดังนั้นคำพูดของฮูหยินหวังจึงกลายเป็นคำขาดชายอ่อนแอต้องพึ่งพาอาศัยบ้า