แล้วอุ่นจัง เป็นหมอนกอดได้เลย!” อันหลินลูบคลึงเสวี่ยจ่านเทียนผู้น่าสงสารพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“นี่! วิญญาณสัตว์เหมันต์ตัวนี้เป็นของข้า!” หลิวฉู่ฉู่มองอันหลินด้วยสายตาดุดัน
“เอาอะไรมาพูดว่าวิญญาณสัตว์เหมันต์ตัวนี้เป็นของเจ้า บนหน้ามันไม่เห็นมีประทับตราอะไร” อันหลินย้อนถามอย่างไม่พอใจ
“ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม วิญญาณสัตว์เหมันต์ตัวนี้เป็นของข้า” หลิวฉู่ฉู่กล่าวด้วยน้ำเสียงโอหัง
“เป็นของข้า!” อันหลินก็อยากได้เหมือนกัน
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มฉีกกระชากยื้อแย่ง อุ๊ย ไม่ใช่ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มฉุดกระชากยื้อแย่งเสวี่ยจ่านเทียนกัน
เสวี่ยจ่านเทียนผู้น่าสงสาร รูปร่างเป็นทรงกลมแท้ๆ โดยยื้อยุดฉุดกระชากจนกลายเป็นทรงรี
“พวกเจ้าช่วยบันยะบันยังด้วย! ข้าเสวี่ยจ่านเทียนชั่วชีวิตนี้ไม่ยอมตกเป็นของใคร! ถึงตายก็ไม่ยอมตกเป็นของคนอย่างพวกเจ้า! พวกเจ้าโง่เขลาเกินกว่าจะคิดถึงเรื่องนี้สินะ!” นัยน์ตาทั งสองข้างของเสวี่ยจ่านเทียนฉายความโกรธเกรี้ยวออกมา ขยับปากเล็กๆ จิ้มลิ้มด่ากราดดุดัน แต่ก็ยังระคนไปด้วยความบ้องแบ๊ว
ฝูงวิญญาณสัตว์เหมันต์ส่งเสียง “อีอียายา” รีบมาช่วยลูกพี่ใหญ่ของพวกมัน ผลคือโดนอันหลินกับหลิวฉู่ฉู่เตะกระเด็น