จึงวางค่ายกลแจ้งเตือนรอบบ้านของเขา หากว่ามีคนแปลกหน้าย่างกรายเข้ามา เสียงแจ้งเตือนจะดัง
หลังจากที่ทำการป้องกันอย่างรอบคอบแล้ว เขาถึงได้หลับตาเข้านอน
แต่ทว่าเมื่อเขาหลับตาแล้ว ยันต์สื่อจิตของเขาก็พลันสั่นขึ้น สาดแสงออกมาอย่างบางเบา
อันหลินนึกสงสัยในใจ จึงกดเชื่อมต่อยันต์สื่อจิต “สวัสดี ใครน่ะ”
เสียงอ่อนหวานดังลอดมาจากยันต์สื่อจิต “ศิษย์พี่ ข้าซิ่วเอ๋อร์เอง”
อันหลินกะพริบตาปริบๆ “อืม…มีธุระอะไรหรือ”
เหยาซิ่ว “ท่านหลับหรือยัง”
อันหลิน “…เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”
เหยาซิ่ว “อ้อ งั้นก็ราตรีสวัสดิ์ คิคิ…”
มุมปากของอันหลินกระตุก กดตัดสัญญาณของยันต์สื่อจิตเงียบๆ
เขาไม่คิดเลยว่าตนจะมีวันที่ถูกปั่นหัวด้วยเหมือนกัน
จะว่าไป…ยันต์สื่อจิตไม่มีฟังก์ชันปิดเครื่อง และไม่มีฟังก์ชันปฏิเสธการรับสายด้วย…
ไม่ว่าอย่างไรมือถือก็ดีกว่า!
เขาเข้านอนอีกครั้งพร้อมกับจิตใจที่โกรธขึง
จันทราลาลับตะวันลอยขึ้น
รุ่งอรุณของวันต่อมา อันหลินตื่นขึ้นมาแล้ว
เขาเข้าสู่บทเรียนอันคุ้นเคยอีกครั้ง ที่นี่มีอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นที่คุ้นเคย
ตารางเรียนแตกต่างไปจากชั้นปีที่หนึ่งอยู่บ้าง ช่วงเช้ายังคงเป็นวิชาพื้นฐานเช่นเดิม ช่วงบ่ายเป็นวิชาเฉพาะ
วิชาเฉพาะแบ่งเป็นการปรุงยา หลอมศาสตรา ค่ายกล ทักษะการใช้อาวุธ พลังเซียน จิตหกแขนง
เหล่าลูกศิษย์จะเลือกแขนงที่ตนชอบตามความสนใจ เพื่อเรียนศาสตร์นั้นโดยเฉพาะ
ตอนนั้นอันหลินเองก็ลังเลอยู่นาน
สำหรั