กจากกัน”
“พรืด…” อันหลินพ่นชาเต็มปากออกมา
“อาจารย์หญิงบอกว่า ใจของอาจารย์แปรเปลี่ยนไปแล้ว หากว่าเป็นเมื่อก่อน เขาต้องใจร้อนดั่งไฟแผดเผาวิ่งโร่กลับไปเยี่ยมท่าน อยู่กับท่านแน่นอน ตอนนี้กลับขายผ้าเอาหน้ารอดบอกให้ดื่มน้ำอุ่น หมดรักเสียแล้ว”
“นี่แหละพลังแห่งกาลเวลา”
“มนุษย์โลกมักพูดว่ารักกันตลอดไป แต่ผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเรา คู่รักไม่ได้อยู่เคียงคู่กันแค่ร้อยปี”
“ความรักในคราแรกอาจเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่าน ความรักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงช้าๆ”
ทังซือหยวนเงยหน้าขึ้น ทอดมองผืนฟ้าอย่างเศร้าโศก “เฉกเช่นเมฆขาวบนท้องนภา มันเคยดำรงอยู่ แต่กาลเวลาก็ทำให้มันมลายไป เป็นดังที่เจ้าพูด ความรู้สึกเช่นนี้ไม่มีใครรักษาไว้ได้นาน บางทีอาจจางหายไปไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง…”
มุมปากของอันหลินกระตุก ทำไมพูดถึงเขาอีกแล้ว คำพูดที่เขาเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเป็นปรัชญาขนาดนี้เชียวเหรอ
หญิงคนนี้มีความคิดอเนกนัย[1]สูงมาก นี่มันประเภทคิดเองเออเองชัดๆ แถมยังเป็นคนช่างจ้ออีกด้วย…
“สหายอันหลิน ข้าคิดว่าเจ้าไม่เหมือนคนอื่น เจ้ามีนิสัยตรงไปตรงมา จริงใจ มีน้ำใจ ความคิดทางด้านความรู้สึกก็คล้ายคลึงกับข้ามาก…” ทังซือหยวนยิ่งพูดตาก็ยิ่งเป็นประกาย
แม้แต่อันหลินที่หน้าด้านหน้าทนยังถูกนางชมจนหน้าขึ้นสี
ที่แท้…เขาก็มีข้อดีมากขนาดนี้เชียวเหรอ
“ฉะนั้น…สหายอันหลิน ข้าอนุญาตแล้ว…” นิ้วเรียวของทังซือหยวนลูบปอยผมดำขลับที่ปลิวตามแรงลม สา