ยตาผินมองที่อื่นอย่างหลบเลี่ยง น้ำเสียงก็เหมือนจะอ่อนหวานขึ้นเช่นกัน
“เอ่อ” อันหลินกะพริบตาปริบๆ
ทังซือหยวนถลึงตามองอันหลินที่ค่อนข้างมึนงงเป็นเชิงตำหนิ “ข้าบอกว่า…ข้าอนุญาตให้เจ้าจีบข้าได้!”
อันหลินตกตะลึง!
ให้ตายเถอะ ใกล้จะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว ทำอย่างไรดี!
“เอ่อ…สหายทังซือหยวน หนทางการบำเพ็ญเพียรยาวไกล สู้เราเริ่มจากการเป็นเพื่อนดีกว่า หากเราสองใจตรงกันจริง ข้าค่อยจีบเจ้าแล้วกัน” อันหลินยอมแล้วจริงๆ ยามนี้ทำได้แค่บอกกล่าวให้ชัดแล้ว
ไม่คิดเลยว่าทังซือหยวนจะไม่โกรธ กลับส่งยิ้มหวานหยด งดงามจับใจปานเมฆหลากสีอันสวยงาม “อันที่จริงความสงวนตัวและความไร้เดียงสาของเจ้า ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ข้าสนใจเจ้าด้วย ทำตามที่เจ้าพูดนั่นแหละ”
อันหลินได้ยินก็โล่งอกแล้วในที่สุด ดูท่าทางน่าจะผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงสนทนากันในแบบฉบับของเพื่อนอยู่พักหนึ่ง บรรยากาศยังนับว่ากลมกลืนเข้ากันได้ดี
“อืม เดี๋ยวข้าต้องไปรับรางวัลการประลองแห่งสำนักที่ป่าหมื่นขุนพลแน่ะ” จู่ๆ ทังซือหยวนก็นึกอะไรขึ้นมาได้ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ครั้งนี้ข้าจะไปรับอาวุธวิเศษขั้นต้นหนึ่งชิ้นและอาวุธคุ้มกันขั้นต้นอีกหนึ่งชิ้น”
“เอ๊ะ รางวัลสำนักไม่ใช่อาวุธวิเศษขั้นต้นหนึ่งชิ้นกับหินวิญญาณส่วนหนึ่งไม่ใช่หรือ” อันหลินถามอย่างฉงน
ทังซือหยวนพยักหน้า “ใช่แล้ว แต่สามหมื่นกว่าหินวิญญาณที่ข้ามี กับสี่หมื่นหินวิญญาณที่ได้จากการ