ขาก็กินยาบำรุงลมปราณเข้าไปหนึ่งเม็ด รวบรวมเปลวไฟไว้ที่ฝ่ามือ จากนั้นก็ค่อยๆ เดินไปข้างหน้าช้าๆ
เปลวไฟส่องสว่างได้เพียงรัศมีไม่กี่จั้ง ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงระแวดระวังกันมาก
เดินไปได้ครู่หนึ่ง ยังคงไม่พบเจออะไร อันหลินเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วว่าที่นี่มีสิ่งมีชีวิตหรือไม่กันแน่
“สวบสาบ…”
จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาแต่ไกล
เสียงไม่ได้มาจากด้านหน้าเพียงเท่านั้น แต่มาจากทุกสารทิศ
“มีอะไรแปลกๆ มาสักที บอกตามตรง เงียบเกินไปน่ากลัวยิ่งกว่า มีสัตว์ประหลาดมาให้จัดการสักหน่อย จะได้ช่วยบรรเทาความน่ากลัว” สวีเสี่ยวหลานพูดอย่างตื่นเต้น
อันหลิน “ทุกคนระวังหน่อย”
พวกเขายืนเป็นวงกลมโดยไม่รู้ตัว เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันสัตว์ประหลาดรอบทิศ
แสงสีเขียวดุจดวงดาวเดียรดาษเริ่มปรากฏให้เห็นในความมืด ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ
“มีเยอะมาก!” เจ้าอัปลักษณ์พูดพร้อมกับกำกระบองเงินแน่น
อันหลินก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกัน เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันยิ่งใหญ่มากมาย ตอนนี้กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ และจุดสีเขียวเหล่านั้นก็คือดวงตาของสัตว์ประหลาดนั่นเอง
เขาชักกระบี่พิชิตมารออกมา ในเวลานี้ จำต้องใช้หกกระบี่เทพสงครามแล้ว
“เดี๋ยวข้าจะใช้วายุวิหคชาด ทำการโจมตีสามร้อยหกสิบองศา” สองนิ้วของสวีเสี่ยวหลานเคลื่อนไหวประสานอินอย่างรวดเร็ว
“พอสัตว์ประหลาดกระโจนเข้ามา ข้าจะใช้แรงดันลมแห่งสวรรค์ ควบคุมการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาด!” มีสายลมห้อมล้อมรอบตัวต้าไ