มคำเชื้อเชิญ เก้าอี้ตัวนี้เหมือนม้านั่งยาวที่ตั้งอยู่ตามสวนสาธารณะ แต่เขาเพิ่งเคยนั่งเก้าอี้บนต้นไม้แบบนี้เป็นครั้งแรก
เหนือศีรษะมีกิ่งไม้คอยบัดบังแสงแดดระอุ มีเพียงแสงเล็ดลอดเข้ามาบ้างประปราย ประหนึ่งหิ่งห้อยสีทอง
สายลมโชยแผ่วพัดพาเอากลิ่นหอมของใบไม้เขียวชอุ่มผ่านหน้า เกิดเสียงดังสวบสาบ
อันหลินเผลอบิดขี้เกียจอย่างลืมตัว พูดออกมาว่า “สบายจังเลย”
“อืม ที่นี่เงียบสงบมาก บางครั้งมาตากลมที่นี่ ทอดมองเมฆขาวฟ้าครามอันไกลโพ้น แผ่นดินกว้างใหญ่เบื้องล่าง อารมณ์ก็จะผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว” สวีเสี่ยวหลานเท้าคาง ยิ้มบางๆ แล้วพูดเสียงอ่อนโยน
“อ้อ จริงสิ เจ้ากลัวความสูงไม่ใช่หรือ นั่งอยู่ตรงนี้ไม่กลัวหรือ” สวีเสี่ยวหลานเบนสายตามองอันหลิน ดวงตาสุกใสเจือรอยยิ้ม
มุมปากของอันหลินกระตุก พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว อย่างไรเสียข้าก็เป็นบุรุษที่ขี่ก้อนอิฐเหาะเหิน อุปสรรคใดบ้างที่ข้าไม่เคยพบเจอ!”
สวีเสี่ยวหลานนึกถึงครั้งที่บังคับอันหลินให้ขี่กระบี่ล่องเมฆาด้วยกัน สีหน้าของอันหลินซีดเซียวประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง จึงอดขำเบาๆ ไม่ได้
นางกระดิกขาเรียวได้รูป พูดต่อว่า “พอเที่ยวชมสำนักวิหคชาดเสร็จแล้ว เจ้าตั้งใจว่าจะไปไหนต่อหรือ”
อันหลินทำท่าครุ่นคิด ความจริงนี่ก็เป็นปัญหาอีกอย่าง ยังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบวันแน่ะ
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะไปสำนักวิหคชาด จากนั้นก็หาเซวียนหยวนเฉิงที่สำนักเซียนหมื่นช