่า ‘เจ้าเข้าใจกับผีน่ะสิ!’
สุดท้าย นางก็ดับอารมณ์ชั่ววูบที่จะพูดประโยคนี้ออกมา พาอันหลินขี่กระบี่เหาะไป
กลางสวน ต้าไป๋กับเจ้าอัปลักษณ์สบตากันแวบหนึ่ง
ต้าไป๋ “คือว่า…อย่างเรานับเป็นโคมไฟหรือไม่”
เจ้าอัปลักษณ์ “เจ้าเป็นหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ดวงตาของข้าเหมือนดั่งโคมไฟ จะไม่นับคงไม่ได้หรอกกระมัง”
“ฮ่าๆ ๆ…พวกเจ้าตลกเหลือเกิน ฮ่าๆ ๆ…”
บทสนทนาของต้าไป๋กับเจ้าอัปลักษณ์สะกิดต่อมฮาของหลานเยียนเข้าแล้ว นางจึงหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
ต้าไป๋ “…”
เจ้าอัปลักษณ์ “…”
กลางอากาศ อันหลินเห็นสถานที่ซึ่งอันหลินใช้บำเพ็ญเพียร สัมผัสมรรควิถีแห่งเพลิงเป็นนิจ ซ้ำยังเห็นอัคคีศักดิ์สิทธิ์วิหคชาดแต่ไกลๆ อีกด้วย
อัคคีศักดิ์สิทธิ์วิหคชาดเป็นเปลวไฟสีขาวบริสุทธิ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ว่ากันว่ามันสามารถขัดเกลาทุกสรรพสิ่งให้บริสุทธิ์ เป็นเพลิงอันอมตะ สัญลักษณ์ของสำนักวิหคชาด
อัคคีศักดิ์สิทธิ์ไม่ดับสูญ สำนักวิหคชาดก็จะคงอยู่ตลอดกาล
สุดท้ายทั้งสองที่เที่ยวชมทั่วสำนักวิหคชาดแล้ว ก็ร่อนลงบนกิ่งไม้ขนาดใหญ่ในอาณาบริเวณรอบนอกของยอดไม้
กิ่งไม้ทั้งใหญ่และกว้างมาก ทำให้ทั้งสองสามารถเดินข้างกันได้
“เอ๊ะ ที่นี่มีเก้าอี้ไม้ด้วย!” อันหลินวิ่งเข้าไปพลางพูดอย่างประหลาดใจ
สวีเสี่ยวหลานเดินยิ้มแย้มอยู่ข้างหลัง พูดด้วยน้ำเสียงเสนาะหูว่า “นี่เป็นสถานที่ที่ข้าชอบที่สุด เก้าอี้ตัวนี้เป็นของข้า!”
“มา เชิญนั่ง”
อันหลินนั่งลงข้างสวีเสี่ยวหลานตา