ได้เวลาเรียกมังกรเทพแล้ว
เขานำสัตว์ภูตสองตัวที่กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งออกจากแหวนมิติ
ในเมื่อได้ขุมพลังสัตว์ครบแล้ว ซากศพนี่ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
สิ่งที่เขาไม่สังเกตคือ บางส่วนบนร่างกายสัตว์ภูตเหล่านี้ค่อยๆ หม่นหมองลง ดุจดวงดาวที่สูญสลาย
ทันใดนั้นก็มีเสียงแผดร้องของช้างดังมาจากม่านหมอกขาวโพลน
เสาอัคคีพุ่งขึ้นฟ้า คลื่นพลังสะเทือนม่านหมอกจนสลายตัว
สวีเสี่ยวหลานเหงื่อโซมกาย ปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากขาวผ่องแล้วเดินตรงไปหาอันหลิน
ร่างของช้างที่อยู่ข้างหลังนางถูกย่างจนกรอบนอกนุ่มใน ล้มลงพื้นโดยพลัน
“ทำอะไรน่ะ ดีใจขนาดนั้นเชียวหรือ”
สวีเสี่ยวหลานเห็นอันหลินคุกเข่ากับพื้นอย่างเบิกบานใจ ในมือถือเม็ดหลากสีสามเม็ด จึงอดถามไม่ได้
อันหลินตื่นจากภวังค์ เก็บขุมพลังสัตว์ใส่แหวนมิติ พูดอย่างมีเลศนัยว่า “ความลับ! รอศึกนี้จบแล้วค่อยบอกเจ้า”
สวีเสี่ยวหลานเดาะลิ้น ไม่ค่อยพอใจกับท่าทางลับๆ ล่อๆ ของอันหลิน
นางส่ายหน้าเล็กน้อย มือหิ้วกระบี่เดินไปสังหารสัตว์ประหลาดรอบตัวต่อ
ไม่นานแมลงสาบยักษ์สีดำตัวหนึ่งก็กระโดดเข้าใส่อันหลิน
สองแขนดุจเคียวของมันโบกไปมา บีบคั้นให้อันหลินต้องเข้าร่วมสมรภูมิรบอีกครั้ง
ในบริเวณหนึ่งซึ่งห่างจากสนามรบสามลี้ เซียนกระบี่หลิงเซียวปลิดชีพชายที่สวมชุดเกราะสีดำ เนื้อตัวปกคลุมไปด้วยเกล็ด
พสุธาทุกหัวระแหงถูกทำลายให้ราบเป็นหน้ากลอง ทิ้งไว้เพียงรอยแยกที่ตัดสลับกันไปมา
ชายที่สวมชุดเกราะสีดำคนนี้