ถอะ!”
เจ้าอัปลักษณ์ที่วิ่งตามหลังอันหลิน กำลังจะขี่เมฆลอยขึ้นฟ้า เห็นเปลวไฟที่พุ่งลงมาหามัน…
เจ้าอัปลักษณ์สะดุ้งโหยง ยกกระบองเงินขึ้นปะทะเปลวไฟทันที
เปลวไฟม้วนตัวไปทั่วทุกสารทิศพร้อมกับพลังอันน่ากลัว แม้แต่อันหลินที่วิ่งหลบก็เกือบจะถูกพัดให้ล้มลงไป
“สวีเสี่ยวหลาน วานรตัวนี้เป็นพวกเดียวกัน!” อันหลินตะโกนลั่น
“พวกเดียวกันหรือ” สวีเสี่ยวหลานขมวดเรียวคิ้วสวย แต่ไม่นานก็คลายตัว
ปกติอันหลินมักจะทำเรื่องแผลงๆ อยู่แล้ว มีวานรที่อัปลักษณ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ตัวหนึ่งเพิ่มมา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
“จะว่าไปทำไมเจ้าถึงเหาะมาคนเดียว สมาชิกกลุ่มของเจ้าเล่า” อันหลินถามสวีเสี่ยวหลานที่อยู่กลางอากาศ
สวีเสี่ยวหลานนึกธุระขึ้นมาได้ จึงยกมือขึ้นกุมขมับ “จริงสิ ข้ามีเรื่องต้องแจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาแน่ะ!”
จากนั้นนางก็มองอันหลินแล้วพูดว่า “สมาชิกของข้านั่งอยู่บนฝาหม้อ ไม่มีอันตรายเท่าใดนัก”
“อันหลินพวกเจ้ารีบกลับเมืองติ้งอันเถอะ ถึงตอนนั้นข้ามีเรื่องน่าตื่นเต้นจะบอกพวกเจ้า!”
ปากของอันหลินขมุบขมิบ “เรื่องน่าตื่นเต้นของเจ้าคงไม่ใช่กองทัพสัตว์หรอกใช่ไหม…”
สวีเสี่ยวหลานทำหน้าตกใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร!”
อันหลินถอนหายใจ “เจ้าอัปลักษณ์เห็นหมดแล้ว”
ขณะที่กำลังพูด ผิวดินก็เริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย
“อันหลิน ข้ามีธุระ ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว พวกเจ้าก็รีบหนีเถอะ!”
พูดจบ สวีเสี่ยวหลานก็ขี่กระบี่เหาะออกไปอีกครั้ง
อันหลินส่ายหน้