วียจั๋วหมิงและพวกลั่วจื่อผิงกลับงุนงงอย่างสิ้นเชิง ต่างก็มองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
เรื่องอะไรกัน
ตอนนี้สถานะของพวกเขาต้องเป็นขโมยไม่ก็โจรไม่ใช่หรือ
อันหลินคืนผลเซียนที่ขโมยมาให้ราชาวานรอัปลักษณ์ ฉากนี้น่าเหลือเชื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ทว่าภาพที่ราชาวานรอัปลักษณ์รับผลเซียนไปด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ตื้นตันใจเป็นที่สุด ยิ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับพวกเขา
เซวียจั๋วหมิงทึ้งผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง “ใครบอกข้าได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
ดวงตาหยาดเยิ้มของเหมียวเถียนมีน้ำตาคลอหน่วย “แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก!”
จงหย่งเหยียนโบกพัดอย่างแข็งทื่อ “ทุกการกระทำของลูกพี่อันล้วนเป็นกิริยาของยอดฝีมือ หาใช่สิ่งที่คนอย่างเราจะหยั่งถึงได้”
อันหลินเห็นราชาวานรอัปลักษณ์แสดงอาการเช่นนี้ ก็ยิ่งละอายใจไปกันใหญ่ “พอหรือไม่ เดิมทีกลุ่มข้ามีผลเซียนแค่หกลูก หากว่าไม่พอละก็ ข้าจะยกส่วนของข้าให้เจ้า”
เมื่อราชาวานรอัปลักษณ์ได้ฟังก็โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ต้องๆ! พอแล้วจริงๆ ที่เหลือพวกเจ้าแบ่งกันเองเถอะ!”
ราชาวานรปาดน้ำตา จ้องอันหลินแล้วพูดว่า “ยังไม่ได้ถามฉายานามของสหายเลย”
อันหลินยกมือขึ้นคารวะ “ข้ายังไม่มีฉายานาม เรียกข้าว่าอันหลินก็พอ”
ราชาวานรได้ยินก็พยักหน้า “สหายอันหลิน ข้าอัปลักษณ์ เจ้าเรียกข้าว่าราชาวานรอัปลักษณ์ก็ได้!”
“ราชาวานรอัปลักษณ์ไม่เพราะเอาเสียเลย เรียกเจ้าอัปลักษณ์ดีกว่า!”
“เร