“อือ เช่นนั้นก็ดี สถานะของข้าไม่อาจที่จะถูกเปิดเผยได้ ฉะนั้นพึงระวังเอาไว้ให้ดี เพราะว่าข้านั้นไม่อาจที่จะลงมือได้
เจ้าคงจะต้องเร่งมือหน่อย จะได้มีแผนการที่แน่นอนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จงจำเอาไว้ว่าการดำเนินแผนการยิ่งน้อยก็จะยิ่งดี และทางที่ดีที่สุดก็คืออย่าได้ทำให้อาวุธของทหารต้องแปดเปื้อนคราบโลหิต” ชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขณะนี้แผนการหลายส่วนก็ดำเนินไปจวนจะจบสิ้นแล้ว จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงต่างก็อยู่มีกำมือของพวกเราแล้วกว่าครึ่ง แต่ทว่ายังมีปัญหาที่ยากจะผ่านพ้นไปได้อยู่ข้อหนึ่ง
นั่นก็คือขุนนางเจิ้งหยวนหลงเทียนเซียวที่ไม่ยอมเข้าร่วมกับจักรวรรดิมาตั้งแต่แรกแล้ว ชายผู้นั้นไม่ติดกับจากทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน เรียกได้ว่าหัวรั้นจนผู้คนต่างก็ปวดเศียรเวียนเกล้าไปด้วยกันทั้งหมด อีกทั้งกองกำลังทหารแห่งเฟิงหมิงก็ใต้อาณัติของเขากว่าหนึ่งในสาม ถ้าหากไม่จัดการหลงเทียนเซียวผู้นั้นเสีย เกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อพวกเราอย่างมากมายเป็นแน่” เซี่ยฉางเฟิงกล่าว
“หลงเทียนเซียว? หลงเฉิน? พวกเขามีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน?” ชายหนุ่มชุดขาวถาม
“บิดาและบุตร”