น้ำเสียงของไทเฮาเอ่ยขึ้นอย่างมีโทสะ แต่กลับถูกปรมาจารย์หวินฉีตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หลงเฉินผู้นั้นเป็นศิษย์ของชุมนุมผู้หลอมโอสถ”
“เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่ เฒ่าตัณหากลับ ข้าเป็นคนของทางสภา เจ้าจะมีปัญหาอันใดอย่างนั้นหรือ?” หลงเฉินกล่าวออกไปอย่างเย็นชา
“บังอาจกล่าววาจาเช่นนั้นกับปรมาจารย์เว่ยชางที่เป็นผู้หลอมโอสถอันสูงส่งของจักรวรรดิต้าเซี่ยได้อย่างไรกัน” เซี่ยปายฉือระเบิดโทสะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เดิมทีแล้วไม่ใช่คนของจักรวรรดิของเจ้าไม่ใช่หรือ แม้จักรวรรดิเมืองเฟิงหมิงของข้าจะเป็นดินแดนอันยิ่งใหญ่ แต่คงไม่อาจทนเลี้ยงดูเฒ่าตัณหากลับเช่นนี้ได้หรอก” หลงเฉินพ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
คำพูดเช่นนั้นของหลงเฉินต่างก็ทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกกระอักอระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก อยากจะหัวเราะก็ต้องพยายามอดกลั้นเอาไว้ ผู้ใดที่ฉลาดหน่อยก็ก้มหน้าลงปิดปากอย่างเงียบๆ
บางกลุ่มแสดงปฏิกิริยาออกมาอย่างยั้งไว้ไม่ทัน เสียง “ครืน” ดังขึ้นมาจนต้องรีบยกมือขึ้นป้องไปที่ปากเอาไว้ คงจะดีเสียกว่าการหัวเราะออกมาอย่างเปิดเผย