“หลงเฉิน แม้ว่าเจ้าจะเป็นคนร้ายกาจอย่างที่ใครเล่าลือกัน แต่ว่าเจ้ากลับไม่หลอกลวงข้า และคงไม่ได้ฝืนใจทำดีต่อหน้าข้าอีกด้วย ข้าสามารถเป็นเพื่อนกับเจ้าได้หรือไม่?” ทันใดนั้นฉู่เหยาก็เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง
“ย่อมได้แน่นอน ขอเพียงครั้งหน้าเจ้าไม่เอาแหคลุมร่าของข้าอีกก็พอ ตามความสัตย์จริงแล้วนั้นเมื่อครู่ข้าก็กลัวว่าเจ้าจะปล่อยมือออกแล้วโยนข้าลงไปจริงๆ เสียอีก” หลงเฉินหัวเราะร่า
ฉู่เหยาก็หัวเราะตามอย่างโล่งใจเช่นกัน ในใจก็คิดว่าหลงเฉินถูกตนก่อความลำบากให้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางจึงก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วขึ้นมาดังเสียยิ่งกว่าเดิม
หลังจากที่ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจต่อกันจนคล้ายกับว่าระยะห่างระหว่างทั้งสองได้ใกล้กันมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งฉู่เหยาเปิดใจเล่าเรื่องราวที่นางกับน้องชายได้ประสบพบมาทั้งชีวิตให้กับหลงเฉิน
ตั้งแต่เยาว์วัยจนเติบใหญ่มาจนถึงบัดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ไว้ใจให้ผู้อื่นได้ฟังเรื่องราวที่อยากจะระบายออกไปจนหมดสิ้น การสนทนาของทั้งสองลื่นไหลและได้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
“ฉู่เหยา นานเพียงใดกันที่เจ้าไม่ได้พบกับฝ่าบาท” หลงเฉินถามแทรกขึ้นมากะทันหัน