กับว่ามันกำลังยักคิ้วหลิ่วตาให้
“เจ้าตัวน้อยนี้ช่างเฉลียวฉลาดนัก!”
จั่วม่อพึมพำอย่างปลาบปลื้ม เจดีย์น้อยรู้สึกถึงความเบิกบานใจของจั่วม่อ จึงใช้ร่างอ้วนกลมของมันคลอเคลียอยู่ในมือของจั่วม่อ
“อย่าได้ประจบแล้ว ตัวโง่งม เจ้าสวาปามวัตถุดิบเข้าไปไม่น้อย เจ้าจะต้องขายตัวเองเพื่อชดใช้หนี้!” จั่วม่อปากกล่าวอย่างดุร้าย แต่มือของมันค่อย ๆ วางเจ้าตัวตะกละน้อยไว้บนไหล่อย่างอ่อนโยน
ชายคาที่คล้ายมือน้อย ๆ ของเจดีย์น้อยโบกสะบัดอย่างเบิกบานใจกว่าเดิม มันกระโดดโลดเต้นจากไหล่ขวาของจั่วม่อไปยังไหล่ซ้าย แล้วกลับไปกลับมา เล่นสนุกอย่างร่าเริงอยู่คนเดียว
“ช่างเฉลียวฉลาดโดยแท้!” ฉุนอวี๋เฉิงอดโห่ร้องชมเชยไม่ได้ “ข้าเพิ่งจะเคยเห็นอาวุธเวทที่เฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก”
“แล้วนกโง่เป็นอย่างไรบ้าง?” จั่วม่อถาม
“ฮ่า นั่นเป็นทีเด็ดอีกอย่างหนึ่ง” ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้ากลายเป็นมีสีสันกว่าเดิม จากนั้นกล่าวว่า “ศิษย์พี่ตามข้ามาทางด้านนี้ ท่านต้องชมดูเอง”
เมื่อมาถึงบ่อหินหลอมเหลวที่เคยมาเมื่อครั้งที่แล้ว นกโง่ยังคงมีสีหน้าเกียจคร้านเพลิดเพลิน
“นกตัวนี้ไม่ใช่นกธรรมดา!” ฉุนอวี๋เฉิงอดชมเชยไม่ได้ “สติปัญญาของมันสูงล้าอย่างเหลือเชื่อ ศิษย์พี่ ท่านลองดูที่ขนของมัน”
มองตามปลายนิ้วของศิษย์น้องเฉิง จั่วม่อมองเห็นทันที ขนของนกโง่ในยามนี้เป็นสีแดงจ้า ทั้งยังโอ่อ่างดงามผิดธรรมดา สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจมากที่สุด คือขนนกเหล่านั้นแผ่ซ่