จมตีโดยไม่เลือกหน้า โดยที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว… …” เหลียงเวยอ้าปากค้าง สีหน้าตะลึงลาน
“ถูกต้อง” เฟ่ยเหลยคล้ายมองไม่เห็นสีหน้าของเหลียงเวย ยังคงกล่าวต่อไปว่า “นั่นเป็นเพียงสัญชาตญาณของมัน หลังจากเกิดเรื่องมันอาจจะพร่าขอโทษขอโพยเจ้าจากใจจริง แต่บางทีเจ้าอาจจะไม่ได้ยินคำขอโทษเหล่านั้น”
“เพราะเหตุใดเหลียงเวยงงงันวูบ
“เนื่องเพราะหากมิใช่ว่าเจ้าบาดเจ็บสาหัสปางตาย เจ้าก็อาจจะตายไปแล้ว” เฟ่ยเหลยกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ลองดู”
ปากกล่าววาจา พลางก้มลงเก็บก้อนหินโยนไปทางอิงหรง
หินก้อนนั้นวาดเป็นเส้นโค้งที่กลางอากาศ พุ่งเข้าไปในรัศมีสิบจั้งของอิงหรงในชั่วพริบตา
อิงหรงผู้จมอยู่ในห้วงฌานสมาธิสะท้านขึ้นเบา ๆ จากนั้นลืมตาขึ้นในบัดดล ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงก็คือดวงตาทั้งคู่ไม่มีลูกนัยน์ตา กลับกลายเป็นสีขาวอย่างสมบูรณ์ มันกระโดดปราด ส่งเสียงกู่แหลมเล็กประหลาดพิกล ร่างของมันพอลอยอยู่กลางอากาศ พลันปรากฏพลังงานสีแดงรูปคมดาบพวยพุ่งออกมาเหลือคณานับ
คมดาบสีแดงหลายร้อยสายหมุนคว้างราวพายุอันเกรี้ยวกราด โหมฟาดฟันใส่ก้อนหินที่กำลังพุ่งเข้าหามันอย่างพร้อมเพรียง
ปั้ง!
ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นถูกเปลี่ยนเป็นผุยผงในชั่วพริบตาเดียว
อิงหรงดีดร่างกลางอากาศ พลิ้วกายกลับไปยังตำแหน่งเดิม ทรุดลงนั่งขัดสมาธิตามเดิมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ถึงตอนนี้ฝุ่นละอองจากก้อนหินค่อยร่วงกราวลงมา เหลียงเวยอ้าปากหวอ เหม่อมองอย่างโง่งม
“ซึ่